[TMG] Re: Dr. IT

Nawanan Theera-Ampornpunt nawanan.rama at gmail.com
Wed Oct 22 09:58:42 ICT 2008


จริงสิครับ ผมก็ลืมไปว่าคุณพ่อเคยนำเรื่องนี้มาปรึกษา กมท. เหมือนกัน (โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง)
คุ้นๆ ว่าพอผมตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าจะรายงานตัวแน่ และเปิดเผยกับคุณพ่อ คุณพ่อก็เอา print
out ความเห็นของทุกท่านมาให้อ่าน และคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อ supportive มาตลอดครับ

ขอบคุณ 11 ปีย้อนหลังสำหรับความเห็นของทุกท่านที่มีส่วนช่วย shape ชีวิตผมครับ :)

นวนรรน

Kittipol A. wrote:
> อ่านเรื่องหมอนรรนแล้วก็ถอนหายใจเฮือกเบ้อเริ่ม นึกถึงตอนเฮียโรจน์เมล์เข้ามาปรึกษาในกลุ่มเรื่องลูกชายจะเรียนหมอ
> เวลานี่น่ากลัวจริงๆ มันตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว :(
> 
> Kittipol A.
> 
> --- On Mon, 10/20/08, Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> 
>> From: Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com>
>> Subject: [TMG] Re: Dr. IT
>> To: aathanit at yahoo.com
>> Cc: "Thai Mailing Group" <thai-l at thai-l.net>
>> Date: Monday, October 20, 2008, 1:43 PM
>> ขอโทษด้วยครับที่ตอบช้า
>> เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาปั่นงานแหลกครับ
>> เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน..
>> :P
>>
>> เหตุผลที่ผมเลือกเรียนหมอ
>> ตอนนั้นคงเป็นเพราะ
>> -
>> ความนิยมของเด็กเรียนที่
>> priority แรกๆ
>> ถ้าไม่ใช่แพทย์ก็วิศวะครับ
>> ซึ่งเป็นปัญหาในเรื่องการขาดความหลากหลาย
>> (lack of diversity)
>> ส่วนหนึ่งคงต้องโทษระบบการแนะแนวของเมืองไทย
>> (อย่างน้อยก็ที่โรงเรียนผมที่ภูเก็ต)
>> ด้วยที่ไม่สามารถช่วยเด็กในการค้นหาตัวเอง
>> และชี้โอกาสที่หลากหลายและประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กันครับ
>> หลังจากผมเรียนแพทย์ได้สักพักก็ได้มีโอกาสกลับไปที่โรงเรียนพร้อมเพื่อนๆ
>> เพราะอาจารย์ที๋โรงเรียนอยากจะให้น้องๆ
>> มีโอกาสคุยกับพี่ๆ
>> ที่กำลังเรียนมหาลัยสาขาต่างๆ
>> อยู่
>> ก็ได้มีโอกาสให้คำแนะนำบ้าง
>> ดูเหมือนระบบจะค่อยๆ
>> ดีขึ้นครับ
>> แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับตัวอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนมากกว่าตัวระบบอยู่ดี
>>
>> -
>> การขาดโอกาสและขาดข้อมูลครับ
>> (lack of academic opportunities and lack of
>> information)
>> ในตอนนั้นโอกาสพัฒนาความรู้
>> เช่น สอบโอลิมปิก
>> บางสาขายังไปไม่ถึงโรงเรียนในต่างจังหวัดครับ
>> จะว่าไป
>> ภูเก็ตก็ไม่ถึงกับบ้านนอกนะ
>> แต่ตอนนั้นมีรุ่นพี่ได้เป็นตัวแทนโอลิมปิกบ้าง
>> เรายังรู้สึกเลยว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่คิดว่าโอกาสเช่นนั้นจะมาถึงมือได้
>> ตอนสมัยผมจึงไม่ได้มีโอกาสสอบแข่งขันพวกนั้นเท่าไหร่
>> (แม้ว่าจริงๆ
>> แล้วจะว่าไปผมก็อยู่โรงเรียนจนถึง
>> ม.4 เท่านั้น
>> จึงไม่ทราบว่า ม.5-6
>> มีโอกาสเรื่องพวกนี้แค่ไหน)
>> ทำให้ตัวเองขาดโอกาส
>> explore
>> ความสนใจของตัวเองนอกเหนือจาก
>> trend ที่เป็นที่นิยม
>> ถ้าตอนนั้นมีโอกาสเหล่านี้
>> ผมอาจจะรู้ตัวว่าชอบคอมพิวเตอร์มากๆ
>> ตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้
>> (แต่ก็จริงๆ
>> ถ้าตอนนั้นผมเรียนคอมพ์
>> ก็คงจะไม่อยู่ในจุดที่ค่อนข้าง
>> unique เหมือนตอนนี้ ที่มี
>> expertise
>> ทั้งแพทย์และคอมพ์ครับ
>> ทำให้โอกาสด้านการงานต่างกันทีเดียว)
>> ในสมัยหลังๆ
>> รุ่นของน้องชายผม
>> โอกาสเรื่องเหล่านี้เข้ามามากขึ้น
>> เด็กรุ่นใหม่ๆ
>> จึงมีโอกาส explore
>> ตัวเองมากขึ้น
>>
>> - เหตุผลข้างต้น
>> อธิบายว่าทำไมผมถึงไม่เลือกอะไรที่ต่างจากแพทย์กับวิศวะ
>> แต่เหตุผลส่วนตัวที่เลือกเรียนแพทย์
>> ไม่เลือกวิศวะ
>> เพราะตัวเองรู้สึกว่าไม่
>> bright ทาง
>> physics เท่ากับทาง biology
>> (พูดง่ายๆ
>> คือคิดไม่เก่งเท่าจำ)
>> แม้เรื่อง math
>> จะเป็นอะไรที่สบายมาก
>> แต่การเอา math
>> ไปใช้ในทาง physics
>> ก็ต้องประยุกต์พอสมควร
>> และผมรู้สึกว่าผมคิดตามกรอบทฤษฎีที่เขาสอนได้
>> แต่ถ้าเกิดโจทย์พลิกแพลงแล้วก็
>> approach
>> ไม่ถูกครับ
>> รวมทั้งผมเองไม่ถนัด
>> manual skills ทุกชนิด
>> งานทางช่างจึงลืมไปได้เลย
>> (และตอนเรียนแพทย์
>> การผ่าตัดก็เป็นเรื่องที่ผม
>> struggle และ suffer มากๆ)
>>
>> -
>> สิ่งที่อาจจะมีอิทธิพลด้วยส่วนหนึ่งก็คือ
>> perception
>> ที่ได้รับว่าทางบ้านและญาติพี่น้องให้ความสำคัญกับการเรียนแพทย์มากกว่าสาขาอื่น
>> แม้ทางบ้านจะไม่ได้บอกโดยตรงและไม่เคยบังคับหรือเสนอแนะว่าให้เรียนอะไรหรือไม่เรียนอะไร
>> แต่ก็พอ sense
>> ความต้องการได้ครับ
>>
>> - เหตุผลที่ไม่ถนัด physics
>> เป็นแรงผลัก
>> แต่สิ่งที่เป็นแรงดึง
>> คือ ผลการเรียนด้าน biology
>> ครับ
>> ซึ่งสมัยนั้นอาจารย์ชีวะที่โรงเรียนมัธยม
>> เป็นที่รู้กันว่าโหดมาก
>> และแทบไม่เคยให้ A
>> ใครเลยในแต่ละปี
>> แต่พอผมได้เรียนแล้วก็รู้สึกว่าชีวะก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
>> (เรื่องท่องจำคงยากเป็นธรรมดา
>> และคงไม่มีใครที่สามารถเอาสมองมาบรรจุ
>> detail ย่อยๆ
>> ของชีวะได้ทั้งหมด
>> แต่ผมค้นพบว่าความจำของตัวเองไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่
>> และก็รู้สึก
>> comfortable
>> กับการเรียนชีวะในระดับหนึ่งครับ)
>> ปรากฏว่า ผมได้ A
>> ชีวะคนเดียวในทั้งชั้นปี
>> ซึ่งมีความหมายสำหรับผมครับ
>> เพราะเท่ากับว่าผม prove
>> ตัวเองให้กับอาจารย์มหาโหดท่านหนึ่งได้
>> และเหมือนกับเป็น approval
>> stamp
>> สำหรับผมในการเลือกเรียนสายชีวะครับ
>>
>> หลายๆ
>> เหตุผลประกอบกัน
>> ผมจึงมานั่งคิดสรตะ
>> แล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าจะเลือกเรียนแพทย์
>> จึงเปิดเผยกับคุณพ่อคุณแม่ครับ
>> ตอนที่อยู่ ม.4
>> ซึ่งตอนนั้นสอบเทียบผ่านแล้ว
>> จึงกะว่าจะลองเอ็นทรานซ์ลองสนามดูก่อน
>> เผื่อปีหน้า ม.5
>> จะได้เลือกจริงๆ ได้
>> ตอนเอ็นทรานซ์ครั้งแรก
>> จึงเลือกแพทย์ 3 แห่ง
>> คือ จุฬาฯ รามาฯ สงขลาฯ
>> แล้วเลือกเภสัช จุฬาฯ
>> ไว้เผื่อกะตัวเองด้วยว่าเราอยู่ประมาณไหน
>> ไม่ได้เลือกศิริราชเพราะเห็นคะแนนมันติดๆ
>> กันเลยอยากจะเว้นช่องว่างไว้หน่อยจะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน
>> ไม่ใช่สมมติทำได้ไม่ดี
>> แต่เลือกสูงหมด
>> เลยไม่ได้สักอย่าง
>> และไม่รู้ level
>> ของตัวเอง
>>
>> ไปๆ มาๆ
>> ปรากฏว่าคะแนนติดรามาฯ
>> ครับ
>> ตอนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางแยกที่ต้องเลือก
>> ว่าจะเอาหรือไม่เอา
>> ทั้งที่ตอนสอบไม่ได้คิดจะเอา
>> แต่ด้วยความที่เบื่อหน่ายระบบโรงเรียนมัธยม
>> (บ้านนอก)
>> และความงี่เง่า (idiot)
>> ไร้สาระ (ridiculous)
>> ไร้ประสิทธิผล
>> (ineffective) ขาดความสามารถ
>> (incompetent)
>> ของอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียน
>> (ขอระบายหน่อยเหอะ
>> อิอิ...) รวมทั้งความ
>> attractive ของรามาธิบดี
>> จึงตัดสินใจตะครุบครับ
>> ก่อนตัดสินใจก็คุยกับทางบ้าน
>> lay out
>> ข้อดีข้อเสียออกมาให้ชัด
>> และ sense ได้ถึง support
>> ของทางบ้านไม่ว่าเราจะเลือกอย่างไร
>> ก็เลยกล้าตัดสินใจเข้ารามาฯ
>> และไม่รู้สึกว่าตัดสินใจผิดเลยครับ
>>
>>
>> คำถามเรื่องชอบ math
>> หรือไม่นั้น
>> ตั้งแต่สมัยประถม
>> ผมถนัดและชอบ math
>> มากครับ
>> ได้มีโอกาสสอบอะไรเยอะแยะก็เรื่อง
>> math เนี่ยแหละ..
>> และก็เป็นเช่นนั้นมาจนถึงสมัย
>> ม.ต้น
>> และ ม.ปลาย
>> แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ถนัด
>> physics
>> และตอนนั้นยังไม่รู้จัก
>> computer science หรือ
>> information science as a field and as a career
>> ความสามารถทาง math
>> จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนครับ
>>
>> แต่ส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่ได้จากการเรียน
>> math ได้ดี ไม่ใช่ตัว math
>> เอง
>> ซึ่งตอนนี้ลืมไปเยอะแล้ว
>> ยิ่งไม่ได้เรียนวิศวะ
>> เรื่องอย่าง calculus
>> ยิ่งไปกันใหญ่
>> แต่สิ่งที่ติดตัวมา
>> มี 2 อย่างครับ คือ
>> logic
>> ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ
>> programming รวมทั้ง problem-solving skills
>> ซึ่งทั้งสองอย่างนี้
>> ไม่ใช่ knowledge อย่าง math
>> แต่เป็น skills
>> ที่ติดตัวเราและเป็น
>> subconscious ผมจึงเรียน IT
>> ได้ดีโดยที่ไม่ต้องพยายามอย่างหนักเหมือนบางคนที่
>> skills 2
>> ด้านนี้ไม่แน่น และ
>> struggle กับการเรียน computer science
>> ครับ
>>
>>
>> นวนรรน :)
>>
>>
>> Thanit Hasadsri wrote:
>> อยากถามคุณหมอนรรณหน่อยว่า
>>
>> ทำไมถึงได้เลือกเรียนหมอ
>> แล้วชอบคณิตศาสตร์มากหรือเปล่า
>>> หมอไอที ที่ รพ ผม
>> เป็น หมอโรคไต
>> เช่นเดียวกับผม 
>>> เราทั้งสอง
>> ชอบแมทมาก 
>>> โรคไต ใช้คำนวณ
>> และก็ชอบคอมทั้งคู่
>> ตอนเป็นนักเรียนแพทย
>> หลังจากเลือกทางอายุรกรรม
>> ผมชอบโรคไตและโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมน
>>> อ่านหนังสือของหมอ
>> ทอม ดูเลย์
>> รักษาชาวบ้านชาวเขาในลาว
>>> ก็อยากจะเป็นบ้าง
>>> จบแพทย์ ไปสมัครกับ
>> ตชด
>>> เขาไม่มีตำแหน่ง
>> มีแต่ให้เป็นหมอของกรมตำรวจก่อน
>> ก็เลยไปอยู่กับทหารอากาศ
>> เพราะเป็น รพ
>> ใหญ่ใกล้อยุธยา
>>> แล้วก็ลามาฝึกอบรม
>> ตปท
>>> ทางอายรุกรรม ๓ ปี
>> จบแล้วก็ไปต่อโรคไต
>>> ตอนนั้น
>> เพิ่งมีเครื่องฟอกเลือดล้างไต
>> ใหม่ๆ
>>> ต้องเลือกว่า
>> คนไข้ควรไหนจะล้าง
>> หรือ ไม่ล้าง
>>> ไม่สบายใจ
>> ที่จะเป็นคนตัดสินชีวิตผู้อื่น
>>> แล้วก็เห็นว่า
>> คนไข้ก็อยู่กันไปวันๆ
>> เสียค่าใช้จ่ายมาก
>>> ก็เลยฝีกอบรมโรคไต
>> ๑ ปี
>> แล้วก็เปลี่ยนไปโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมนอีก
>> ๒ ปี
>>> กลับมาเมืองไทย
>> ก็ทำทั้งโรคไตและโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมน
>> ผู้อำนวยการก็บ่นเหมือนกัน
>> เพราะฟอกเลือดล้างไต
>> แพง
>>> ขนาดผมถือหลักว่า
>> จะไม่ทำกันเรื้อรัง
>>> รายไหน
>> คิดว่าเรื้อรังก็จะไมทำ
>>> แต่คนหนุ่มสาว
>> จะให้โอกาส ๑ ครั้ง
>> ครับ
>>>
>>>
>>> --- On Wed, 10/8/08, Nawanan Theera-Ampornpunt
>> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
>>>> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
>> <nawanan.rama at gmail.com>
>>>> Subject: Re: [TMG] Re: Politics - Off Topic?
>>>> To: yaowadee at sut.ac.th, "Thai Mailing
>> Group" <thai-l at thai-l.net>
>>>> Date: Wednesday, October 8, 2008, 11:33 PM
>>>> ขอบคุณคุณบุญนาท
>>>> คุณน้ำ แม่เยาว์
>>>> อ.สุพัตร์
>>>> และท่านอื่นๆ ที่
>> comment
>> ความเห็นของผมครับ
>>>>
>> ไม่ได้คุยกับแม่เยาว์เสียนาน
>> ตั้งแต่กลับจากโคราชก่อนเรียนจบ
>> หวังว่าจะสบายดีกันนะครับ
>>>>
>> ดีใจที่มีคำถามที่ผมตอบได้ครับ
>> คำถามนี้ตรงใจผมมากเพราะตรงกับประสบการณ์ตรงของผม
>>>> ที่จบหมอ
>>>>
>> แต่ไม่อยากรักษาคนไข้ครับ
>>>>
>> ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าความเห็นผมเป็นความเห็นที่มี
>>>> bias นะครับ ดังนั้น
>>>> อาจจะต้อง balance
>>>>
>> กับความเห็นของคนอื่น
>> ซึ่งรวมถึงพ่อแม่ของหมอคนนั้นด้วย
>> ผมเชื่อว่าพ่อกับแม่ผมคงมีความเห็นอะไรที่อาจจะแชร์ได้บ้าง
>> จะปล่อยให้คุณพ่อดูเองละกันครับว่ามีอะไรจะเสริมหรือแย้งหรือไม่
>>>>
>> ขอเล่าประสบการณ์ตัวเองก่อนละกัน
>>>> แล้วค่อยตอบคำถาม
>>>>
>> เตือนอีกเรื่องครับว่านิทานเรื่องนี้ค่อนข้างยาว
>> อาจจะต้องให้มีเวลาว่างมากพอก่อนจะอ่านครับ
>>>>
>> ผมเองนั้นตอนตัดสินใจเลือกสอบเข้าแพทย์
>> ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
>> โดยที่พ่อกับแม่ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจครับ
>> แต่เมื่อตัดสินใจแล้วและได้บอกให้พ่อแม่ฟัง
>> ก็รู้สึกได้ถึงความดีใจ
>> และดูเหมือนจะมีความโล่งใจปนมาด้วย
>> และได้รับการสนับสนุนเต็มที่
>> เหตุผลที่ผมเล่าเรื่องนี้
>> ซึ่งเกิดขึ้นนานมาแล้ว
>>>> ก็เพื่อจะบอกว่า
>>>> ในกรณีของผมนั้น
>>>>
>> การตัดสินใจที่จะไม่เป็นหมอรักษาคนไข้เมื่อเรียนจบ
>> ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับหรือความต้องการของครอบครัวที่ต้องการให้เรียนแพทย์ครับ
>> ซึ่งจะต่างจากหลายๆ
>>>> คน
>>>>
>> ซึ่งผมเคยได้ยินมาว่า
>> พอได้ปริญญาแล้วก็อาจจะใช้ทุนสักพัก
>> หรืออาจจะลาออกเลยแล้วไปทำอย่างอื่น
>>>> แล้วก็มอบปริญญา
>> พบ.
>>>> ให้กับทางบ้าน
>>>>
>> ในเมื่อทางบ้านอยากให้เรียน
>> ก็เรียนจนสำเร็จแล้ว
>> จากนี้ก็จะขอทำตามใจตัวเองบ้างละกัน...
>>>>
>> แต่สิ่งที่ทางบ้านมีอิทธิพลกับผมมาก
>>>> ก็คือ การที่ผมได้
>> expose
>>>> กับ IT
>>>> และได้มีโอกาสใช้
>>>> บวกเล่น
>>>> (เกม)
>>>>
>> คอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่มาตลอด
>> รวมทั้งการผลักดัน
>>>> สนับสนุน
>>>>
>> และพยายามถ่ายทอดความรู้ของคุณพ่อ
>>>> ทำให้ computer literacy
>>>>
>> ของผมอยู่ในระดับที่จะเป็นประโยชน์ต่อผมเองในอนาคตที่ผมยังมองไม่ออกในตอนนั้น
>>>> ช่วงนั้น
>>>> computer science
>> ยังไม่บูมครับ
>> เลยไม่รู้จักสาขานั้น
>>>> และก็ได้แต่มอง
>> computer
>> ว่าเป็นทักษะติดตัวเท่านั้น
>>>> Fast forward มา 3-4 ปี
>>>> ระหว่างที่เรียน
>> ปี 3-5
>> ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยดูแลคอมพิวเตอร์ใต้หอพักแพทย์
>> จึงเป็นโอกาสแรกที่ได้ทำกิจกรรมและรู้จัก
>>>> basic organizational management skills
>>>>
>> (แม้จะยังมีปัญหาเรื่อง
>>>> communication
>>>> skills และ anger management บ้าง
>>>> แหะแหะ...)
>>>>
>> และก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถให้อาจารยแพทย์บางท่านเห็นใน
>>>> class
>>>>
>> ในช่วงนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชอบทำงานกับคอมพิวเตอร์จนสามารถจะเอามาเป็นอาชีพได้
>>>>
>> เพิ่มเติมนิดนึงว่า
>>>> ช่วงปี 4-5 นี้
>>>>
>> คือช่วงที่นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่จะดูว่าตัวเองถนัดสาขาเฉพาะทางอะไร
>>>> ชอบด้านไหน
>>>>
>> และผมเองก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้
>>>> เริ่มตัดไปทีละ choice
>>>>
>> จนเหลืออยู่ไม่กี่อันที่ยอมรับได้
>> แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของตัวเองอยู่ดี
>> (ไม่มีสาขาไหนที่ชอบสุดๆ)
>>>> วันหนึ่ง
>>>>
>> อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง
>> ซึ่งสอนเวชศาสตร์ชุมชน
>>>> (community medicine)
>>>>
>> พูดถึงเรื่องระบบของโรงพยาบาลชุมชน
>>>> และไปๆ มาๆ
>>>>
>> กลับพูดถึงคำคำหนึ่ง
>>>> คือ "Medical
>>>> Informatics"
>> (เวชสารสนเทศ)
>> และชี้ให้เห็นตัวอย่างประโยชน์ของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดูแลคนไข้
>> ทำให้ผมได้การบ้านให้กับตัวเอง
>>>> คือ ค้นคว้าดูว่า
>>>> ไอ้เจ้า Medical Informatics
>>>> คืออะไร
>>>>
>> คนที่ทำงานด้านนี้เขาทำอะไรบ้าง
>> ยิ่งศึกษาก็ยิ่งมั่นใจว่า
>>>> ใช่เลย
>>>> นี่แหละทางของเรา
>>>>
>>>> ช่วงที่อยู่ปี 6 (extern)
>>>>
>> อาจารย์ของภาควิชากุมารฯ
>>>> (เด็ก)
>>>> ได้เรียกเข้าไปพบ
>>>>
>> และสอบถามความสนใจที่จะเรียนต่อแพทย์ประจำบ้านหรือ
>>>> residency ของภาคกุมารฯ
>>>>
>> (ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าแปลว่าอาจารย์เขาดูผลการเรียนและ
>>>> attitude แล้ว
>>>>
>> ต้องการชวนมาเรียนหมอเด็ก
>> และค่อนข้างจะการันตีว่ามีโอกาสรับเข้าสูง)
>>>> แต่ extern นวนรรน
>>>>
>> ตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยวและอาจหาญครับว่า
>>>> "ขอบคุณครับ
>>>>
>> แต่ผมสนใจที่จะเรียนต่อ
>>>> Medical
>>>> Informatics
>> มากกว่าครับ"
>> ซึ่งทำให้อาจารย์สะอึกเล็กน้อย
>> เพราะคงไม่คาดหมายคำตอบที่แปลกประหลาด
>>>> ไม่เหมือนชาวบ้าน
>>>>
>> (ซึ่งส่วนใหญ่จะรีบตะครุบโอกาสดีอันนี้)
>> ทั้งโอกาสก็ยังไม่ชัดเจน
>> (เพราะในเมืองไทยยังไม่มีการสอนสาขานี้เลย)
>>>> ครึ่งปีหลังของ extern
>>>>
>> ช่วงนี้ชัวร์เต็มที่แล้วว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะทำงานด้านเนี้ยแหละ...ก็ถึง
>>>> step ต่อไป
>>>>
>> คือบอกพ่อแม่ให้ทราบ
>>>> และก็ได้คำตอบว่า
>>>>
>> "ออกไปฝึกงานโคราชดูก่อน
>>>> แล้วค่อยมาดูกัน
>>>>
>> อาจจะมีสาขาเฉพาะทางอันไหนที่ค้นหาตัวเองเจอก็ได้"
>>>> จนแล้วจนรอด
>>>> ทำงานไปจนจบปี
>>>> ก็ยังหาไม่พบครับ
>>>> ท่านผู้ชม...
>>>>
>>>>
>> ในระหว่างที่ฝึกงานก่อนจบนี้
>> ก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า
>>>> 1.
>>>>
>> ไม่ถนัดหัตถการหรือเรื่องที่ต้องใช้มือ
>>>> เช่น
>>>> ผ่าตัด 2.
>>>>
>> เบื่อการคุยกับคนไข้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
>>>> ไม่ค่อยเชื่อฟัง
>>>>
>> และมักจะสร้างปัญหาให้ตัวเองและหมอ
>> (สูบบุหรี่ไม่ยอมเลิก,
>> กินเหล้าเมาแล้วขี่มอเตอร์ไซค์จนเกิดอุบัติเหตุหรือเมาจนทะเลาะถูกตีรันฟันแทง)
>>>> 3.
>>>>
>> ปริมาณงานที่หนักจนน่าตกใจแต่ไม่มีเวลาตกใจ
>> และไม่มีเวลาพักผ่อน
>> หรือคิดถึงอนาคตของตัวเอง
>>>> พอเรียนจบ
>>>> ช่วงปิดเทอม
>>>>
>> ก่อนจะถึงเวลาจับฉลากเลือกที่ใช้ทุน
>> ก็ได้พบอาจารย์ท่านเดิมที่เรียกผมเข้าไปคุย
>> ก็เลยถามอาจารย์แบบทีเล่นทีจริง
>>>> ว่า
>>>>
>> อาจารย์ทราบมั้ยครับว่า
>>>> รามาฯ
>>>>
>> ต้องการหมอมาทำไอทีหรือเปล่า
>> (เนื่องจากทราบมาว่าอาจารย์เป็นกรรมการสารสนเทศคนหนึ่งด้วย
>> เลยถามไปเผื่อจะทราบ)
>> อาจารย์ก็ตอบว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นกรรมการสารสนเทศแล้ว
>> แต่ก็รับว่าจะไปถามรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศให้
>>>>
>> หลังจากนั้นประมาณครึ่งเดือน
>> อาจารย์ก็โทรมาบอกว่า
>> รองคณบดีที่รับผิดชอบงานไอที
>>>> อยากจะเรียกไปคุย
>>>>
>> ก็เลยนัดหมายตอนที่ผมขึ้นกรุงเทพฯ
>> จะไปจับฉลากใช้ทุน
>>>> ไปพบอาจารย์
>>>>
>> และคุณพ่อก็ขอจะติดตามไปพบอาจารย์ด้วย
>> เพราะต้องการคำยืนยันในเรื่อง
>>>> job security และ
>>>> financial security
>>>>
>> (กลัวผมจะตกอับภายหลัง
>> แม้ตอนนั้นจะให้ทำงานเงินเดือนเท่าไหร่ผมก็ยอม
>> เพราะอยากทำงานด้านนี้มากๆ)
>> สังเกตนะครับว่ามุมมองของลูกกับพ่อแม่นั้นต่างกันทีเดียว
>>>>
>> สุดท้ายก็ได้พบอาจารย์
>>>> รองคณบดี
>>>>
>> และหลังจากดูผลการเรียนและคุณสมบัติอื่นๆ
>> อาจารย์ก็ตกลงรับในหลักการที่จะบรรจุทำงานในแผนกไอที
>> แต่ให้ทำงานใช้ทุนก่อนปีนึง
>>>> และก็แจ้งว่าคณะฯ
>>>>
>> ยินดีสนับสนุนให้เรียนต่อด้านนี้หลังจากทำงานสักปีนึง
>> และคุณพ่อก็ได้คำตอบที่พอใจในเรื่องความมั่นคงของงาน
>>>>
>> เมื่อคุณพ่อยอมรับ
>> (ส่วนหนึ่งจากคำมั่นของอาจารย์
>> และอีกส่วนหนึ่งจากการที่เห็นผม
>>>> so
>>>> desperate
>>>>
>> ที่จะทำงานตรงนี้มากๆ
>> ซึ่งคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเห็นท่าทางผมตอนผมเข้าไปกราบศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ
>>>> ภายในรามาธิบดี
>>>>
>> ก่อนเข้าไปพบรองคณบดี
>>>> แล้วรู้สึกว่า
>>>>
>> "มันอยากได้งานนี้เหลือเกินจริงๆ")
>> คุณพ่อก็สามารถคุยกับคุณแม่จนทั้งคู่ยอมรับได้
>>>> และ นพ.นวนรรน ก็ lives
>> happily
>>>> ever after
>>>> ครับ :)
>>>>
>>>>
>> ทีนี้เล่ามาตั้งนาน
>> ประเด็นที่ผมคิดว่าสมควร
>>>> point out มีหลายประเด็น
>>>> ดังนี้ครับ
>>>>
>>>> 1.
>>>>
>> การเลือกสาขาเฉพาะทางนั้น
>> มีปัจจัยหลายอย่าง
>> สิ่งที่เป็นตัวสำคัญในการตัดสินใจของตัวหมอ
>>>> คือ passion (ฉันทะ) และ
>> skills
>>>> (ในกรณีของผมคือ
>> computer skills
>> แต่สำหรับคนอื่นอาจเป็น
>> ทักษะทางหัตถการหรือการผ่าตัด
>>>> ฯลฯ)
>> ซึ่งเป็นแรงดึง (pull
>>>> force)
>>>> ครับ
>> แต่ก็มีแรงผลัก
>>>> (push force) เหมือนกัน
>> เช่น
>> เบื่อการตรวจคนไข้
>>>> เบื่องานหนัก
>>>> เบื่อการอยู่เวร
>> ฯลฯ
>>>> หลายคน หา passion
>>>> ของตัวเองไม่เจอ
>> และ
>>>> skills
>> ก็อาจจะไม่ชัดเจน
>>>> หรือเก่งพอๆ
>>>> กันในหลายด้าน
>>>> แรงดึงจึงไม่ชัด
>>>> แต่มีแรงผลัก
>>>>
>> (ไม่ชอบสาขาใดสาขาหนึ่ง
>> เพราะเหตุผลบางอย่าง)
>> หมอหลายคนจึงตัดสินใจเลือกสาขาเฉพาะทางจากแรงผลักที่ตัวเองมี
>>>> (เช่น
>>>>
>> เลือกเรียนเด็กเพราะไม่ชอบผ่าตัด
>> แต่ไม่ใช่เพราะชอบตรวจเด็ก)
>> และบางคนก็จบเฉพาะทางและประสบความสำเร็จดี
>>>> แต่บางคน
>>>>
>> ด้วยเหตุที่ไม่มีแรงดึง
>> บางทีตอนที่เรียนเฉพาะทาง
>> หรือตอนจบแล้วออกไปทำงาน
>>>> เกิดเจอปัญหาขึ้น
>>>> (เช่น 30
>>>> บาททำให้คนไข้ล้น
>>>> หรือเกิดเจอ case
>>>>
>> ที่รักษาไม่สำเร็จหรือเกิดปัญหาฟ้องร้องขึ้น
>> หรือเจอปัญหาจากผู้บริหารโรงพยาบาล)
>>>> ก็เลย frustrate
>>>>
>> และยิ่งไม่มีแรงดึง
>> แต่เริ่มเจอแรงผลักเพิ่มขึ้น
>> (จากปัญหาที่เพิ่งเจอ)
>> ก็เลยพยายามหาทางออก
>> จึงจบด้วยการลาออก
>>>> (แล้วไปทำเอกชน
>>>>
>> หรือหนีไปทำธุรกิจเลย)
>> หรือกลับไปเรียนเฉพาะทางอันใหม่ที่คิดว่าจะดีกว่าเก่า
>> (ยิ่งเสียเวลาเข้าไปใหญ่)
>> และหลายคนก็เรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ
>> หรืออย่างน้อยก็ไม่พอใจในสถานะของตัวเองในปัจจุบัน
>>>> ประเด็นสำคัญ คือ
>>>> ต้องหา passion
>>>> ตัวเองให้เจอครับ
>>>> สมัยผมเรียนแพทย์
>>>>
>> เพื่อนจะรู้กันว่าผมจะขี้เกียจ
>> ไม่ค่อยอ่านหนังสือ
>>>> วันๆ เอาแต่นอน
>>>> (แต่ยังโชคดี
>>>> ผลการเรียนไม่ตก)
>>>>
>> แต่เปรียบเทียบกับตอนนี้ซึ่งกำลังเรียนสิ่งที่ชอบ
>> แล้วผมขยันอย่างที่คิดว่าถ้าขยันอย่างนี้สมัยเรียนหมอคงจะได้
>>>> 4.00 ไปแล้ว ดังนั้น
>>>> เมื่อมี passion
>>>> แล้ว energy
>>>> มันจะมาเองครับ
>> แล้ว
>>>> energy นี่แหละ
>>>>
>> จะทำให้เราฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคได้
>>>> บางคนหา passion ไม่เจอ
>>>>
>> ก็อาจจะต้องลองหาแรงดึงด้านอื่นๆ
>>>> ของตัวเอง
>>>>
>> ต่อสาขาเฉพาะทางแต่ละอันครับ
>>>> แรงดึงอาจจะเป็น
>> financial
>> (ได้ผลตอบแทนเป็นที่พอใจ),
>>>> academic
>>>>
>> (มีโอกาสก้าวหน้าทางวิชาการ),
>>>> geographic
>>>>
>> (ได้ทำงานในที่ที่ชอบ)
>>>> หรือด้านอื่นๆ
>>>> ก็ได้
>>>>
>> แต่ต้องพยายามหาแรงดึง
>>>> เพื่อไป balance
>>>> แรงผลักครับ
>>>>
>> เมื่ออนาคตเจอปัญหา
>> แรงดึงจะช่วยให้ฝ่าฟันไปได้
>>>> 2. สมมติว่า
>>>> สถานะของผมตอนนี้
>>>> ถือว่าเป็น success
>>>>
>> (อย่างน้อยก็สำหรับ step
>>>> แรก คือ
>>>>
>> เลือกที่ลงให้ตัวเอง)
>>>> สิ่งที่จะช่วยให้
>> success
>>>> ได้
>>>>
>> นอกจากหาตัวเองให้เจอแล้ว
>>>> คือ
>>>> ไขว่คว้าหาโอกาส
>> (keep eyes
>>>> open and look out for opportunities) และ
>>>>
>> ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เข้ามาหาครับ
>>>>
>> ผมเองตั้งแต่เริ่มสังเกตว่าตัวเองชอบคอมพิวเตอร์มาก
>> เมื่ออาจารย์พูดถึง
>>>> Medical
>>>> Informatics
>>>>
>> ก็เก็บมาเป็นการบ้านต่อ
>> เมื่ออาจารย์เรียกไปพบ
>> ก็บอกความสนใจของตัวเองให้ชัดเจน
>>>> (เมื่อเวลาผ่านไป
>>>>
>> อาจารย์จะเห็นความแน่วแน่)
>> และเมื่อพบอาจารย์อีกครั้งก็แหย่ถามเรื่องเดิม
>> (ซึ่งอาจจะไม่ได้อะไร
>> แต่ไม่มีอะไรจะเสีย)
>>>> และในที่สุด
>>>>
>> โอกาสก็มาถึงมือครับ
>> (แน่นอนว่าเราควบคุมโอกาสที่เข้ามาไม่ได้
>> แต่เราควบคุมได้ว่าเราจะสังเกตเห็นโอกาสนั้นหรือเปล่า
>> หรือจะปล่อยให้มันหลุดมือไปโดยไม่รู้ตัว)
>>>>
>> ประเด็นนี้อาจจะช่วยไม่ได้สำหรับกรณีที่ถามมาครับ
>> แต่อาจจะช่วยได้สำหรับคนอื่นที่ทราบทิศทางของตนแล้วแต่อยู่ในช่วงที่กำลังหาช่องทางครับ
>>>> 3. สังเกตว่า
>> กว่าผมจะ
>>>> convince ทางบ้านได้
>>>>
>> ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
>> ต้องพูดย้ำจุดยืนเดิมๆ
>>>> หลายครั้ง
>>>>
>> และจนกว่าทางบ้านจะพอใจในคำถามที่มี
>> ก็จะยังไม่ยอมรับครับ
>>>> นอกจากนี้
>>>> สังเกตด้วยว่า
>>>> ตัวคนเลือกนั้น
>>>>
>> เลือกเพราะตัวเองอยากทำงานสาขาใดสาขาหนึ่ง
>> แต่เหตุผลที่ครอบครัวจะพอใจ
>> ไม่ใช่ความชอบครับ
>> แต่เป็นความมั่นคง
>> จะเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็ห่วงลูกเสมอ
>>>> แม้จริงๆ
>>>>
>> แล้วความห่วงบางครั้งก็
>>>> excessive และ protective
>>>>
>> จนทำให้เจ้าตัวผิดหวังไม่ได้ทำตามที่ชอบ
>>>> นอกจากนี้
>>>>
>> พ่อแม่ก็อาจจะมีความคาดหวังบางอย่างที่ตั้งเอาไว้และอยากให้เป็น
>> (ความคาดหวังที่พบบ่อยของพ่อแม่ของหมอก็คือ
>> หวังว่าจบแล้วจะเป็นหมอที่ทางบ้านภูมิใจ
>> หวังว่าจะเป็นหมอที่พึ่งพาได้ยามป่วยไข้และในวาระสุดท้าย
>> หรือเสียดายที่ได้เรียนหมอมาหากจะต้องทิ้งไป)
>>>> สิ่งสำคัญก็คือ
>>>>
>> ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งครับ
>> เจ้าตัวก็ต้องรับฟังความเป็นห่วงของพ่อแม่
>> เพราะมุมมองของตนนั้นมีอคติ
>>>> (ความชอบ)
>>>>
>> จึงอาจมองข้ามประเด็นบางประเด็นที่สำคัญ
>>>> เช่น ความมั่นคง
>>>> หรืออนาคต ไป
>>>>
>>>> ในทางกลับกัน
>>>>
>> พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจครับ
>>>> ว่า
>>>>
>> ลูกจะต้องอยู่กับตัวเลือกที่ตัดสินใจไปตลอดชีวิตของลูก
>>>> (ยกเว้นจะหาโอกาส
>> second
>>>> chance
>> ให้กับตัวเองได้)
>> ในขณะที่พ่อแม่ส่วนใหญ่คงจะไม่ได้มีโอกาสอยู่กับการตัดสินใจนั้นเคียงบ่าเคียงไหล่ลูกไปตลอด
>>>> ดังนั้น
>>>>
>> จึงควรเข้าใจเหตุผลของลูก
>>>> เข้าใจว่าความชอบ
>>>>
>> ก็เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่ง
>> และพยายามแสดงออกควงห่วงใยของตนเองให้ชัดเจน
>>>> (เช่น
>>>>
>> ห่วงเรื่องความมั่นคง
>>>> ก็บอกไปตรงๆ)
>>>>
>> เพื่อที่ลูกจะได้รับฟังจากอีกหนึ่งมุมมอง
>> และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่แวดล้อมรอบด้านมากขึ้น
>>>> (informed decision)
>>>> ที่สำคัญที่สุด
>>>>
>> พ่อแม่ต้องเคารพว่านี่คือการตัดสินใจของลูก
>>>> พ่อแม่มีสิทธิ
>>>> (และหน้าที่)
>>>>
>> ให้มุมมองและความเห็นส่วนตัว
>> แต่สุดท้ายลูกตัดสินใจอย่างไร
>>>> ก็ต้องยอมรับ
>>>>
>> และพร้อมสนับสนุนครับ
>>>> แม้ในภายหลัง
>>>>
>> หากลูกค้นพบว่าการตัดสินใจดังกล่าวนั้นตัดสินใจผิด
>>>> ก็จะโทษใครไม่ได้
>>>>
>> และก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของตัวเอง
>> ยังดีกว่าหากลูกเลือกตัดสินใจตามพ่อแม่แล้วเกิดภายหลังไม่ชอบ
>> ลูกจะไม่ยอมรับว่านี่คือทางที่ตัวเองเลือก
>> แต่จะโทษว่าเป็นทางที่พ่อแม่อยากให้เลือก
>> ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ตามมา
>> หรือไม่เช่นนั้นลูกก็จะอยู่กับความคิดที่ว่า
>>>> what if...ไปตลอดชีวิต
>>>>
>>>>
>> สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำใจให้ได้
>>>> คือ ลูก
>>>>
>> เป็นตัวของตัวเองแล้ว
>> พ่อแม่ต้องปล่อยให้ลูกบินไปอย่างอิสระครับ
>> อย่าเอากรอบความคิดหรือความคาดหวังของตนมาเป็นกรงขังไม่ให้ลูกบินไปผจญโลกกว้าง
>>>>
>> สองย่อหน้าที่ผ่านมา
>> มีประโยชน์ในกรณีอื่นๆ
>>>> ด้วย เช่น
>>>> กรณีเอ็นทรานซ์
>>>>
>> ที่หลายครอบครัวเจอปัญหานี้
>>>>
>> สำหรับกรณีของหมอที่เลือกที่จะเป็นหมอที่ไม่รักษาคนไข้นั้น
>> ประเด็นที่จะปรับความคาดหวังของพ่อแม่ได้มีดังนี้ครับ
>>>> -
>>>>
>> กรณีพ่อแม่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่ทางบ้านภูมิใจ
>>>> ก็อาจจะตอบได้ว่า
>>>>
>> ถึงแม้จะไม่ได้รักษาคนไข้
>>>> แต่ก็เป็นหมอ
>>>>
>> (หรือแม้กระทั่งเป็นคนธรรมดา)
>> ที่พ่อแม่ภูมิใจได้ครับ
>> หากพ่อแม่อยากให้รักษาคนไข้เพราะจะได้ภูมิใจและพูดกับคนอื่นได้
>> แสดงว่าพ่อแม่กำลังห่วงหน้าตัวเองมากกว่าห่วงลูก
>> (แม้ลูกอาจจะไม่เหมาะที่จะตอบแบบนี้ตรงๆ
>> แต่ผมถือโอกาสที่พ่อแม่หลายท่านอาจจะได้อ่านในที่นี้บอกตรงๆ
>>>> ละกันครับ)
>>>>
>>>> -
>>>>
>> กรณีพ่อแม่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่พึ่งพาได้ยามป่วยไข้
>>>> ก็ตอบได้ว่า
>>>>
>> ไม่ว่าจะเป็นหมอสาขาไหน
>> หรือทำงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลโดยตรง
>> แต่ก็ยังเป็นหมอครับ
>>>> ดังนั้น
>>>> ในกรณีของผม
>>>> จึงไม่ใช่ ผู้ที่
>>>>
>> "จบหมอแต่ไม่ได้เป็นหมอ"
>> อย่างที่เพื่อนผมหลายคนพูดถึงผม
>>>> แต่เป็น
>>>>
>> "หมอที่ไม่ได้รักษาคนไข้"
>> เพราะจนกว่าผมจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกแพทยสภาด้วยเหตุอื่น
>>>> ผมยังเป็นหมอครับ
>>>>
>> และความรู้ตั้งแต่สมัยเรียนหมอ
>> ก็ยังคงติดตัวอยู่บ้าง
>> แม้อาจจะลืมในรายละเอียด
>>>> แต่เรื่องสำคัญๆ
>> เช่น
>>>> หลักการปฐมพยาบาล
>>>>
>> หลักการวินิจฉัยและรักษา
>> และการสื่อสารกับแพทย์ผู้รักษาให้เข้าใจ
>>>> ก็ยังคงติดตัวไป
>>>>
>> และก็จะช่วยได้ในยามป่วยไข้อยู่ดีครับ
>>>> -
>>>>
>> กรณีพ่อแม่รู้สึกเสียดายที่เรียนหมอมาแล้วไม่ได้มีโอกาสใช้วิชาของตัวเอง
>> สิ่งที่ตอบได้ก็คือ
>> ไม่ว่าจะทำงานสาขาใด
>> หากยังได้ทำงานด้านการแพทย์หรือสาธารณสุข
>> ก็จะส่งผลดีต่อคนไข้หรือประชาชนอยู่ดีครับ
>>>> บางคนจะถามผมว่า
>>>>
>> ไม่เสียดายที่เรียนหมอมาหรือ
>> อุตส่าห์เรียนมาแทบตาย
>> ไม่ได้มีโอกาสใช้วิชาที่เรียนมาในการดูแลคนไข้
>>>> ผมก็ตอบไปว่า
>>>>
>> สิ่งที่ผมเรียนตอนเรียนแพทย์
>> ก็ยังเป็นประโยชน์ในงานของผมอยู่
>>>> และงานของผม
>>>>
>> แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคนไข้แต่ละคนโดยตรง
>> แต่ก็มีผลต่อกระบวนการดูแลคนไข้
>> ถ้าผมทำหน้าที่ของผมดี
>> คุณภาพการรักษาก็ดีขึ้น
>> สุขภาพของประชาชนก็ดีขึ้น
>> กลับจะได้ประโยชน์ในวงกว้างขึ้นอีก
>>>> และที่สำคัญ
>>>> งานที่ผมทำ
>>>>
>> คนที่ไม่เป็นหมออาจจะทำได้ไม่ดีเท่า
>> เพราะเขาไม่เข้าใจวิธีคิดของหมอเท่ากับผม
>> ไม่เข้าใจกระบวนการทางการแพทย์เท่ากับผม
>>>> อย่างไรก็ตาม
>>>>
>> ผมเองก็อาจจะทำงานบางอย่างไม่ดีเท่าคนที่จบสาขาอื่น
>>>> เช่น computer science
>>>>
>> และโดยการทำงานร่วมกันมากกว่าที่จะมาเถียงว่านี่เป็นงานของหมอหรืองานของคนอื่น
>> ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในงานและส่งผลต่อคนไข้ได้ครับ
>>>>
>> ตอบประเด็นสุดท้ายของแม่เยาว์ครับ
>>>> กระแสนิยม
>>>>
>> เข้ามามีผลประกอบการตัดสินใจบ้าง
>> (เพราะบางสาขาจะแย่งกันเรียนแทบตาย
>> แต่บางสาขาแทบไม่มีคนเลือก)
>> แต่โดยมากจะไม่ใช่เหตุผลหลักหรือเหตุผลเดียวครับ
>> ส่วนใหญ่จะอาศัยความชอบ
>>>> ความถนัด
>>>>
>> ปัจจัยด้านการเงินหรือโอกาสทางวิชาชีพ
>>>> มากกว่า
>>>>
>> และกระแสนิยมมักจะเป็นผลของปัจจัยทางการเงินหรือโดยลักษณะของสาขานั้นๆ
>>>> (เช่น
>>>>
>> บางสาขาทำเงินดีกว่า)
>> มากกว่าที่จะเป็นเหตุครับ
>> ซึ่งต่างจากการตัดสินใจเลือกเอ็นทรานซ์
>> ซึ่งกระแสนิยมและความเห็นของเพื่อน
>>>> มีผลมากกว่า
>>>>
>> ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะวุฒิภาวะ
>> และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทัศนคติ
>>>> มุมมอง และ priority
>>>>
>> ของเด็กกับคนที่จะจบออกไปทำงาน
>>>> แตกต่างกันครับ
>>>>
>>>> เป็น e-mail
>>>>
>> ที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา
>> เพราะเจตนาเล่าชีวประวัติของตัวเองด้วย
>> (ซึ่งผมเชื่อว่ามีเกร็ดที่เอาไปใช้ได้บ้าง
>> และไม่ได้มีเจตนาจะคุยโวเรื่องตัวเองนะครับ
>>>> แม้จริงๆ
>>>>
>> อยากจะเล่าให้ฟังอยู่ดีเพราะคิดว่าคงจะน่าสนใจไม่น้อย..)
>> หวังว่าจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างที่ผมเล่ามากับประเด็นที่อาจเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ
>> หากความเห็นของผมจะทำให้พ่อแม่หรือว่าที่พ่อแม่สักคู่หนึ่งเปิดมุมมองและเข้าใจ
>>>> dynamics
>>>>
>> ของการตัดสินใจอนาคตชีวิตลูกมากขึ้น
>> เมล์ฉบับนี้ก็ประสบความสำเร็ยแล้วล่ะครับ
>>>>
>>>> นวนรรน
>>>>
>>>>
>>>> Yaowadee Sai-aram wrote:
>>>>>  
>>>>> สวัสดีค่ะ 
>> ชาวกมท.
>>>>>  
>>>>>
>> ได้อ่านเมล์หมอนรรนแล้วก็ปลื้มแทนพ่อโรจน์แม่นวลน้อย
>> มีปนอิจฉาเล็กเล็ก
>>>> ที่เวลาล่วงไป
>>>> ลูกชายวัย 15
>> วันโน้น
>> เติบโตมาอย่างน่าภูมิใจในครอบครัวธีระอัมพรพันธ์
>>>>>  
>>>>>
>> วันนี้ไม่คุยการเมืองแน่นอน
>>>> จะขอคุยการหมอ
>> อิอิ
>> ลูกสาวเพื่อนเป็นหมอเรียนโครงการแพทย์ชนบทมหิดล
>> จบมาก็ทำงานใช้ทุนในรพ.ชุมชนครบเมษานี้
>> กำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง
>>>>>  
>>>>>
>> คุณหมอลูกเพื่อนนี่ก็เรียนเก่งเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
>> เลือกที่จะเรียนแพทย์รังสี
>> แต่ไม่มีค่อยทุนทางนี้จากรพ.
>>>>> ส่วนมาก
>> มีทุนทางอายุรกรรม
>>>> สูตินารี เด็ก
>>>> แต่เขาไม่ชอบ
>>>>> โดยให้เหตุ
>> ผลว่าไม่ค่อยอยากทำงานกับคน
>>>> ไม่ชอบตรวจ
>>>>>  
>>>>>
>> ดังนั้นคงต้องลาออกจากราชการ
>>>> แม่ก็เสียดาย
>>>> มาบ่นกะเรา
>>>>
>> ก็พยายามโน้มน้าวลูก
>> แต่แล้วก็บอกว่าชีวิตเป็นของเขานะ
>> ในที่สุดก็ต้องทำใจยอมรับกับการตัดสินใจของลูก
>>>>>  
>>>>>
>> ประสาไม่ค่อยรู้เรื่องในแวดวงหมอ
>> เห็นว่าในนี้มีอยู่หมอหลายหมอ
>>>>> ก็เลยอยากรู้ว่า
>> การเลือกเฉพาะทางมีปัจจัยอะไรบ้าง
>>>>> ความชอบส่วนตัว 
>>>> กระแสนิยม?
>>>>>  
>>>>> แม่เยาว์
>>>>>
>> ไม่มีโอกาสเป็นแม่หมอ
>>>>
>>>> _______________________________________________




More information about the Thai-l mailing list