[TMG] Re: Dr. IT
Kittipol A.
kittipol_a at yahoo.com
Tue Oct 21 08:01:03 ICT 2008
อ่านเรื่องหมอนรรนแล้วก็ถอนหายใจเฮือกเบ้อเริ่ม นึกถึงตอนเฮียโรจน์เมล์เข้ามาปรึกษาในกลุ่มเรื่องลูกชายจะเรียนหมอ
เวลานี่น่ากลัวจริงๆ มันตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว :(
Kittipol A.
--- On Mon, 10/20/08, Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> From: Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com>
> Subject: [TMG] Re: Dr. IT
> To: aathanit at yahoo.com
> Cc: "Thai Mailing Group" <thai-l at thai-l.net>
> Date: Monday, October 20, 2008, 1:43 PM
> ขอโทษด้วยครับที่ตอบช้า
> เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาปั่นงานแหลกครับ
> เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน..
> :P
>
> เหตุผลที่ผมเลือกเรียนหมอ
> ตอนนั้นคงเป็นเพราะ
> -
> ความนิยมของเด็กเรียนที่
> priority แรกๆ
> ถ้าไม่ใช่แพทย์ก็วิศวะครับ
> ซึ่งเป็นปัญหาในเรื่องการขาดความหลากหลาย
> (lack of diversity)
> ส่วนหนึ่งคงต้องโทษระบบการแนะแนวของเมืองไทย
> (อย่างน้อยก็ที่โรงเรียนผมที่ภูเก็ต)
> ด้วยที่ไม่สามารถช่วยเด็กในการค้นหาตัวเอง
> และชี้โอกาสที่หลากหลายและประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กันครับ
> หลังจากผมเรียนแพทย์ได้สักพักก็ได้มีโอกาสกลับไปที่โรงเรียนพร้อมเพื่อนๆ
> เพราะอาจารย์ที๋โรงเรียนอยากจะให้น้องๆ
> มีโอกาสคุยกับพี่ๆ
> ที่กำลังเรียนมหาลัยสาขาต่างๆ
> อยู่
> ก็ได้มีโอกาสให้คำแนะนำบ้าง
> ดูเหมือนระบบจะค่อยๆ
> ดีขึ้นครับ
> แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับตัวอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนมากกว่าตัวระบบอยู่ดี
>
> -
> การขาดโอกาสและขาดข้อมูลครับ
> (lack of academic opportunities and lack of
> information)
> ในตอนนั้นโอกาสพัฒนาความรู้
> เช่น สอบโอลิมปิก
> บางสาขายังไปไม่ถึงโรงเรียนในต่างจังหวัดครับ
> จะว่าไป
> ภูเก็ตก็ไม่ถึงกับบ้านนอกนะ
> แต่ตอนนั้นมีรุ่นพี่ได้เป็นตัวแทนโอลิมปิกบ้าง
> เรายังรู้สึกเลยว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่คิดว่าโอกาสเช่นนั้นจะมาถึงมือได้
> ตอนสมัยผมจึงไม่ได้มีโอกาสสอบแข่งขันพวกนั้นเท่าไหร่
> (แม้ว่าจริงๆ
> แล้วจะว่าไปผมก็อยู่โรงเรียนจนถึง
> ม.4 เท่านั้น
> จึงไม่ทราบว่า ม.5-6
> มีโอกาสเรื่องพวกนี้แค่ไหน)
> ทำให้ตัวเองขาดโอกาส
> explore
> ความสนใจของตัวเองนอกเหนือจาก
> trend ที่เป็นที่นิยม
> ถ้าตอนนั้นมีโอกาสเหล่านี้
> ผมอาจจะรู้ตัวว่าชอบคอมพิวเตอร์มากๆ
> ตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้
> (แต่ก็จริงๆ
> ถ้าตอนนั้นผมเรียนคอมพ์
> ก็คงจะไม่อยู่ในจุดที่ค่อนข้าง
> unique เหมือนตอนนี้ ที่มี
> expertise
> ทั้งแพทย์และคอมพ์ครับ
> ทำให้โอกาสด้านการงานต่างกันทีเดียว)
> ในสมัยหลังๆ
> รุ่นของน้องชายผม
> โอกาสเรื่องเหล่านี้เข้ามามากขึ้น
> เด็กรุ่นใหม่ๆ
> จึงมีโอกาส explore
> ตัวเองมากขึ้น
>
> - เหตุผลข้างต้น
> อธิบายว่าทำไมผมถึงไม่เลือกอะไรที่ต่างจากแพทย์กับวิศวะ
> แต่เหตุผลส่วนตัวที่เลือกเรียนแพทย์
> ไม่เลือกวิศวะ
> เพราะตัวเองรู้สึกว่าไม่
> bright ทาง
> physics เท่ากับทาง biology
> (พูดง่ายๆ
> คือคิดไม่เก่งเท่าจำ)
> แม้เรื่อง math
> จะเป็นอะไรที่สบายมาก
> แต่การเอา math
> ไปใช้ในทาง physics
> ก็ต้องประยุกต์พอสมควร
> และผมรู้สึกว่าผมคิดตามกรอบทฤษฎีที่เขาสอนได้
> แต่ถ้าเกิดโจทย์พลิกแพลงแล้วก็
> approach
> ไม่ถูกครับ
> รวมทั้งผมเองไม่ถนัด
> manual skills ทุกชนิด
> งานทางช่างจึงลืมไปได้เลย
> (และตอนเรียนแพทย์
> การผ่าตัดก็เป็นเรื่องที่ผม
> struggle และ suffer มากๆ)
>
> -
> สิ่งที่อาจจะมีอิทธิพลด้วยส่วนหนึ่งก็คือ
> perception
> ที่ได้รับว่าทางบ้านและญาติพี่น้องให้ความสำคัญกับการเรียนแพทย์มากกว่าสาขาอื่น
> แม้ทางบ้านจะไม่ได้บอกโดยตรงและไม่เคยบังคับหรือเสนอแนะว่าให้เรียนอะไรหรือไม่เรียนอะไร
> แต่ก็พอ sense
> ความต้องการได้ครับ
>
> - เหตุผลที่ไม่ถนัด physics
> เป็นแรงผลัก
> แต่สิ่งที่เป็นแรงดึง
> คือ ผลการเรียนด้าน biology
> ครับ
> ซึ่งสมัยนั้นอาจารย์ชีวะที่โรงเรียนมัธยม
> เป็นที่รู้กันว่าโหดมาก
> และแทบไม่เคยให้ A
> ใครเลยในแต่ละปี
> แต่พอผมได้เรียนแล้วก็รู้สึกว่าชีวะก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
> (เรื่องท่องจำคงยากเป็นธรรมดา
> และคงไม่มีใครที่สามารถเอาสมองมาบรรจุ
> detail ย่อยๆ
> ของชีวะได้ทั้งหมด
> แต่ผมค้นพบว่าความจำของตัวเองไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่
> และก็รู้สึก
> comfortable
> กับการเรียนชีวะในระดับหนึ่งครับ)
> ปรากฏว่า ผมได้ A
> ชีวะคนเดียวในทั้งชั้นปี
> ซึ่งมีความหมายสำหรับผมครับ
> เพราะเท่ากับว่าผม prove
> ตัวเองให้กับอาจารย์มหาโหดท่านหนึ่งได้
> และเหมือนกับเป็น approval
> stamp
> สำหรับผมในการเลือกเรียนสายชีวะครับ
>
> หลายๆ
> เหตุผลประกอบกัน
> ผมจึงมานั่งคิดสรตะ
> แล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าจะเลือกเรียนแพทย์
> จึงเปิดเผยกับคุณพ่อคุณแม่ครับ
> ตอนที่อยู่ ม.4
> ซึ่งตอนนั้นสอบเทียบผ่านแล้ว
> จึงกะว่าจะลองเอ็นทรานซ์ลองสนามดูก่อน
> เผื่อปีหน้า ม.5
> จะได้เลือกจริงๆ ได้
> ตอนเอ็นทรานซ์ครั้งแรก
> จึงเลือกแพทย์ 3 แห่ง
> คือ จุฬาฯ รามาฯ สงขลาฯ
> แล้วเลือกเภสัช จุฬาฯ
> ไว้เผื่อกะตัวเองด้วยว่าเราอยู่ประมาณไหน
> ไม่ได้เลือกศิริราชเพราะเห็นคะแนนมันติดๆ
> กันเลยอยากจะเว้นช่องว่างไว้หน่อยจะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน
> ไม่ใช่สมมติทำได้ไม่ดี
> แต่เลือกสูงหมด
> เลยไม่ได้สักอย่าง
> และไม่รู้ level
> ของตัวเอง
>
> ไปๆ มาๆ
> ปรากฏว่าคะแนนติดรามาฯ
> ครับ
> ตอนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางแยกที่ต้องเลือก
> ว่าจะเอาหรือไม่เอา
> ทั้งที่ตอนสอบไม่ได้คิดจะเอา
> แต่ด้วยความที่เบื่อหน่ายระบบโรงเรียนมัธยม
> (บ้านนอก)
> และความงี่เง่า (idiot)
> ไร้สาระ (ridiculous)
> ไร้ประสิทธิผล
> (ineffective) ขาดความสามารถ
> (incompetent)
> ของอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียน
> (ขอระบายหน่อยเหอะ
> อิอิ...) รวมทั้งความ
> attractive ของรามาธิบดี
> จึงตัดสินใจตะครุบครับ
> ก่อนตัดสินใจก็คุยกับทางบ้าน
> lay out
> ข้อดีข้อเสียออกมาให้ชัด
> และ sense ได้ถึง support
> ของทางบ้านไม่ว่าเราจะเลือกอย่างไร
> ก็เลยกล้าตัดสินใจเข้ารามาฯ
> และไม่รู้สึกว่าตัดสินใจผิดเลยครับ
>
>
> คำถามเรื่องชอบ math
> หรือไม่นั้น
> ตั้งแต่สมัยประถม
> ผมถนัดและชอบ math
> มากครับ
> ได้มีโอกาสสอบอะไรเยอะแยะก็เรื่อง
> math เนี่ยแหละ..
> และก็เป็นเช่นนั้นมาจนถึงสมัย
> ม.ต้น
> และ ม.ปลาย
> แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ถนัด
> physics
> และตอนนั้นยังไม่รู้จัก
> computer science หรือ
> information science as a field and as a career
> ความสามารถทาง math
> จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนครับ
>
> แต่ส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่ได้จากการเรียน
> math ได้ดี ไม่ใช่ตัว math
> เอง
> ซึ่งตอนนี้ลืมไปเยอะแล้ว
> ยิ่งไม่ได้เรียนวิศวะ
> เรื่องอย่าง calculus
> ยิ่งไปกันใหญ่
> แต่สิ่งที่ติดตัวมา
> มี 2 อย่างครับ คือ
> logic
> ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ
> programming รวมทั้ง problem-solving skills
> ซึ่งทั้งสองอย่างนี้
> ไม่ใช่ knowledge อย่าง math
> แต่เป็น skills
> ที่ติดตัวเราและเป็น
> subconscious ผมจึงเรียน IT
> ได้ดีโดยที่ไม่ต้องพยายามอย่างหนักเหมือนบางคนที่
> skills 2
> ด้านนี้ไม่แน่น และ
> struggle กับการเรียน computer science
> ครับ
>
>
> นวนรรน :)
>
>
> Thanit Hasadsri wrote:
> >
> อยากถามคุณหมอนรรณหน่อยว่า
>
> >
> ทำไมถึงได้เลือกเรียนหมอ
> >
> แล้วชอบคณิตศาสตร์มากหรือเปล่า
> > หมอไอที ที่ รพ ผม
> เป็น หมอโรคไต
> เช่นเดียวกับผม
> > เราทั้งสอง
> ชอบแมทมาก
> > โรคไต ใช้คำนวณ
> และก็ชอบคอมทั้งคู่
> >
> ตอนเป็นนักเรียนแพทย
> หลังจากเลือกทางอายุรกรรม
> >
> ผมชอบโรคไตและโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมน
> > อ่านหนังสือของหมอ
> ทอม ดูเลย์
> รักษาชาวบ้านชาวเขาในลาว
> > ก็อยากจะเป็นบ้าง
> > จบแพทย์ ไปสมัครกับ
> ตชด
> > เขาไม่มีตำแหน่ง
> มีแต่ให้เป็นหมอของกรมตำรวจก่อน
> >
> ก็เลยไปอยู่กับทหารอากาศ
> เพราะเป็น รพ
> ใหญ่ใกล้อยุธยา
> > แล้วก็ลามาฝึกอบรม
> ตปท
> > ทางอายรุกรรม ๓ ปี
> จบแล้วก็ไปต่อโรคไต
> > ตอนนั้น
> เพิ่งมีเครื่องฟอกเลือดล้างไต
> ใหม่ๆ
> > ต้องเลือกว่า
> คนไข้ควรไหนจะล้าง
> หรือ ไม่ล้าง
> > ไม่สบายใจ
> ที่จะเป็นคนตัดสินชีวิตผู้อื่น
> > แล้วก็เห็นว่า
> คนไข้ก็อยู่กันไปวันๆ
> เสียค่าใช้จ่ายมาก
> > ก็เลยฝีกอบรมโรคไต
> ๑ ปี
> แล้วก็เปลี่ยนไปโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมนอีก
> ๒ ปี
> > กลับมาเมืองไทย
> ก็ทำทั้งโรคไตและโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมน
> >
> ผู้อำนวยการก็บ่นเหมือนกัน
> เพราะฟอกเลือดล้างไต
> แพง
> > ขนาดผมถือหลักว่า
> จะไม่ทำกันเรื้อรัง
> > รายไหน
> คิดว่าเรื้อรังก็จะไมทำ
> > แต่คนหนุ่มสาว
> จะให้โอกาส ๑ ครั้ง
> ครับ
> >
> >
> >
> > --- On Wed, 10/8/08, Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> >
> >> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com>
> >> Subject: Re: [TMG] Re: Politics - Off Topic?
> >> To: yaowadee at sut.ac.th, "Thai Mailing
> Group" <thai-l at thai-l.net>
> >> Date: Wednesday, October 8, 2008, 11:33 PM
> >> ขอบคุณคุณบุญนาท
> >> คุณน้ำ แม่เยาว์
> >> อ.สุพัตร์
> >> และท่านอื่นๆ ที่
> comment
> >>
> ความเห็นของผมครับ
> >>
> >>
> ไม่ได้คุยกับแม่เยาว์เสียนาน
> >>
> ตั้งแต่กลับจากโคราชก่อนเรียนจบ
> >>
> หวังว่าจะสบายดีกันนะครับ
> >>
> >>
> ดีใจที่มีคำถามที่ผมตอบได้ครับ
> >>
> คำถามนี้ตรงใจผมมากเพราะตรงกับประสบการณ์ตรงของผม
> >> ที่จบหมอ
> >>
> แต่ไม่อยากรักษาคนไข้ครับ
> >>
> >>
> ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าความเห็นผมเป็นความเห็นที่มี
> >> bias นะครับ ดังนั้น
> >> อาจจะต้อง balance
> >>
> กับความเห็นของคนอื่น
> >>
> ซึ่งรวมถึงพ่อแม่ของหมอคนนั้นด้วย
> >>
> ผมเชื่อว่าพ่อกับแม่ผมคงมีความเห็นอะไรที่อาจจะแชร์ได้บ้าง
> >>
> จะปล่อยให้คุณพ่อดูเองละกันครับว่ามีอะไรจะเสริมหรือแย้งหรือไม่
> >>
> >>
> ขอเล่าประสบการณ์ตัวเองก่อนละกัน
> >> แล้วค่อยตอบคำถาม
> >>
> เตือนอีกเรื่องครับว่านิทานเรื่องนี้ค่อนข้างยาว
> >>
> อาจจะต้องให้มีเวลาว่างมากพอก่อนจะอ่านครับ
> >>
> >>
> ผมเองนั้นตอนตัดสินใจเลือกสอบเข้าแพทย์
> >>
> ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
> >>
> โดยที่พ่อกับแม่ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจครับ
> >>
> แต่เมื่อตัดสินใจแล้วและได้บอกให้พ่อแม่ฟัง
> >>
> ก็รู้สึกได้ถึงความดีใจ
> >>
> และดูเหมือนจะมีความโล่งใจปนมาด้วย
> >>
> และได้รับการสนับสนุนเต็มที่
> >>
> เหตุผลที่ผมเล่าเรื่องนี้
> >>
> ซึ่งเกิดขึ้นนานมาแล้ว
> >> ก็เพื่อจะบอกว่า
> >> ในกรณีของผมนั้น
> >>
> การตัดสินใจที่จะไม่เป็นหมอรักษาคนไข้เมื่อเรียนจบ
> >>
> ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับหรือความต้องการของครอบครัวที่ต้องการให้เรียนแพทย์ครับ
> >>
> ซึ่งจะต่างจากหลายๆ
> >> คน
> >>
> ซึ่งผมเคยได้ยินมาว่า
> >>
> พอได้ปริญญาแล้วก็อาจจะใช้ทุนสักพัก
> >>
> หรืออาจจะลาออกเลยแล้วไปทำอย่างอื่น
> >> แล้วก็มอบปริญญา
> พบ.
> >> ให้กับทางบ้าน
> >>
> ในเมื่อทางบ้านอยากให้เรียน
> >>
> ก็เรียนจนสำเร็จแล้ว
> >>
> จากนี้ก็จะขอทำตามใจตัวเองบ้างละกัน...
> >>
> >>
> แต่สิ่งที่ทางบ้านมีอิทธิพลกับผมมาก
> >> ก็คือ การที่ผมได้
> expose
> >> กับ IT
> >> และได้มีโอกาสใช้
> >> บวกเล่น
> >> (เกม)
> >>
> คอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่มาตลอด
> >>
> รวมทั้งการผลักดัน
> >> สนับสนุน
> >>
> และพยายามถ่ายทอดความรู้ของคุณพ่อ
> >> ทำให้ computer literacy
> >>
> ของผมอยู่ในระดับที่จะเป็นประโยชน์ต่อผมเองในอนาคตที่ผมยังมองไม่ออกในตอนนั้น
> >> ช่วงนั้น
> >> computer science
> ยังไม่บูมครับ
> >>
> เลยไม่รู้จักสาขานั้น
> >> และก็ได้แต่มอง
> computer
> >>
> ว่าเป็นทักษะติดตัวเท่านั้น
> >>
> >> Fast forward มา 3-4 ปี
> >> ระหว่างที่เรียน
> ปี 3-5
> >>
> ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยดูแลคอมพิวเตอร์ใต้หอพักแพทย์
> >>
> จึงเป็นโอกาสแรกที่ได้ทำกิจกรรมและรู้จัก
> >> basic organizational management skills
> >>
> (แม้จะยังมีปัญหาเรื่อง
> >> communication
> >> skills และ anger management บ้าง
> >> แหะแหะ...)
> >>
> และก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถให้อาจารยแพทย์บางท่านเห็นใน
> >> class
> >>
> ในช่วงนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชอบทำงานกับคอมพิวเตอร์จนสามารถจะเอามาเป็นอาชีพได้
> >>
> >>
> เพิ่มเติมนิดนึงว่า
> >> ช่วงปี 4-5 นี้
> >>
> คือช่วงที่นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่จะดูว่าตัวเองถนัดสาขาเฉพาะทางอะไร
> >> ชอบด้านไหน
> >>
> และผมเองก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้
> >> เริ่มตัดไปทีละ choice
> >>
> จนเหลืออยู่ไม่กี่อันที่ยอมรับได้
> >>
> แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของตัวเองอยู่ดี
> >>
> (ไม่มีสาขาไหนที่ชอบสุดๆ)
> >>
> >> วันหนึ่ง
> >>
> อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง
> >>
> ซึ่งสอนเวชศาสตร์ชุมชน
> >> (community medicine)
> >>
> พูดถึงเรื่องระบบของโรงพยาบาลชุมชน
> >> และไปๆ มาๆ
> >>
> กลับพูดถึงคำคำหนึ่ง
> >> คือ "Medical
> >> Informatics"
> (เวชสารสนเทศ)
> >>
> และชี้ให้เห็นตัวอย่างประโยชน์ของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดูแลคนไข้
> >>
> ทำให้ผมได้การบ้านให้กับตัวเอง
> >> คือ ค้นคว้าดูว่า
> >> ไอ้เจ้า Medical Informatics
> >> คืออะไร
> >>
> คนที่ทำงานด้านนี้เขาทำอะไรบ้าง
> >>
> ยิ่งศึกษาก็ยิ่งมั่นใจว่า
> >> ใช่เลย
> >> นี่แหละทางของเรา
> >>
> >> ช่วงที่อยู่ปี 6 (extern)
> >>
> อาจารย์ของภาควิชากุมารฯ
> >> (เด็ก)
> >> ได้เรียกเข้าไปพบ
> >>
> และสอบถามความสนใจที่จะเรียนต่อแพทย์ประจำบ้านหรือ
> >> residency ของภาคกุมารฯ
> >>
> (ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าแปลว่าอาจารย์เขาดูผลการเรียนและ
> >> attitude แล้ว
> >>
> ต้องการชวนมาเรียนหมอเด็ก
> >>
> และค่อนข้างจะการันตีว่ามีโอกาสรับเข้าสูง)
> >> แต่ extern นวนรรน
> >>
> ตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยวและอาจหาญครับว่า
> >> "ขอบคุณครับ
> >>
> แต่ผมสนใจที่จะเรียนต่อ
> >> Medical
> >> Informatics
> มากกว่าครับ"
> >>
> ซึ่งทำให้อาจารย์สะอึกเล็กน้อย
> >>
> เพราะคงไม่คาดหมายคำตอบที่แปลกประหลาด
> >> ไม่เหมือนชาวบ้าน
> >>
> (ซึ่งส่วนใหญ่จะรีบตะครุบโอกาสดีอันนี้)
> >>
> ทั้งโอกาสก็ยังไม่ชัดเจน
> >>
> (เพราะในเมืองไทยยังไม่มีการสอนสาขานี้เลย)
> >>
> >> ครึ่งปีหลังของ extern
> >>
> ช่วงนี้ชัวร์เต็มที่แล้วว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะทำงานด้านเนี้ยแหละ...ก็ถึง
> >> step ต่อไป
> >>
> คือบอกพ่อแม่ให้ทราบ
> >> และก็ได้คำตอบว่า
> >>
> "ออกไปฝึกงานโคราชดูก่อน
> >> แล้วค่อยมาดูกัน
> >>
> อาจจะมีสาขาเฉพาะทางอันไหนที่ค้นหาตัวเองเจอก็ได้"
> >> จนแล้วจนรอด
> >> ทำงานไปจนจบปี
> >> ก็ยังหาไม่พบครับ
> >> ท่านผู้ชม...
> >>
> >>
> ในระหว่างที่ฝึกงานก่อนจบนี้
> >>
> ก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า
> >> 1.
> >>
> ไม่ถนัดหัตถการหรือเรื่องที่ต้องใช้มือ
> >> เช่น
> >> ผ่าตัด 2.
> >>
> เบื่อการคุยกับคนไข้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
> >> ไม่ค่อยเชื่อฟัง
> >>
> และมักจะสร้างปัญหาให้ตัวเองและหมอ
> >>
> (สูบบุหรี่ไม่ยอมเลิก,
> >>
> กินเหล้าเมาแล้วขี่มอเตอร์ไซค์จนเกิดอุบัติเหตุหรือเมาจนทะเลาะถูกตีรันฟันแทง)
> >> 3.
> >>
> ปริมาณงานที่หนักจนน่าตกใจแต่ไม่มีเวลาตกใจ
> >>
> และไม่มีเวลาพักผ่อน
> >>
> หรือคิดถึงอนาคตของตัวเอง
> >>
> >> พอเรียนจบ
> >> ช่วงปิดเทอม
> >>
> ก่อนจะถึงเวลาจับฉลากเลือกที่ใช้ทุน
> >>
> ก็ได้พบอาจารย์ท่านเดิมที่เรียกผมเข้าไปคุย
> >>
> ก็เลยถามอาจารย์แบบทีเล่นทีจริง
> >> ว่า
> >>
> อาจารย์ทราบมั้ยครับว่า
> >> รามาฯ
> >>
> ต้องการหมอมาทำไอทีหรือเปล่า
> >>
> (เนื่องจากทราบมาว่าอาจารย์เป็นกรรมการสารสนเทศคนหนึ่งด้วย
> >>
> เลยถามไปเผื่อจะทราบ)
> >>
> อาจารย์ก็ตอบว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นกรรมการสารสนเทศแล้ว
> >>
> แต่ก็รับว่าจะไปถามรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศให้
> >>
> >>
> หลังจากนั้นประมาณครึ่งเดือน
> >>
> อาจารย์ก็โทรมาบอกว่า
> >>
> รองคณบดีที่รับผิดชอบงานไอที
> >> อยากจะเรียกไปคุย
> >>
> ก็เลยนัดหมายตอนที่ผมขึ้นกรุงเทพฯ
> >>
> จะไปจับฉลากใช้ทุน
> >> ไปพบอาจารย์
> >>
> และคุณพ่อก็ขอจะติดตามไปพบอาจารย์ด้วย
> >>
> เพราะต้องการคำยืนยันในเรื่อง
> >> job security และ
> >> financial security
> >>
> (กลัวผมจะตกอับภายหลัง
> >>
> แม้ตอนนั้นจะให้ทำงานเงินเดือนเท่าไหร่ผมก็ยอม
> >>
> เพราะอยากทำงานด้านนี้มากๆ)
> >>
> สังเกตนะครับว่ามุมมองของลูกกับพ่อแม่นั้นต่างกันทีเดียว
> >>
> >>
> สุดท้ายก็ได้พบอาจารย์
> >> รองคณบดี
> >>
> และหลังจากดูผลการเรียนและคุณสมบัติอื่นๆ
> >>
> อาจารย์ก็ตกลงรับในหลักการที่จะบรรจุทำงานในแผนกไอที
> >>
> แต่ให้ทำงานใช้ทุนก่อนปีนึง
> >> และก็แจ้งว่าคณะฯ
> >>
> ยินดีสนับสนุนให้เรียนต่อด้านนี้หลังจากทำงานสักปีนึง
> >>
> และคุณพ่อก็ได้คำตอบที่พอใจในเรื่องความมั่นคงของงาน
> >>
> >>
> เมื่อคุณพ่อยอมรับ
> >>
> (ส่วนหนึ่งจากคำมั่นของอาจารย์
> >>
> และอีกส่วนหนึ่งจากการที่เห็นผม
> >> so
> >> desperate
> >>
> ที่จะทำงานตรงนี้มากๆ
> >>
> ซึ่งคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเห็นท่าทางผมตอนผมเข้าไปกราบศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ
> >> ภายในรามาธิบดี
> >>
> ก่อนเข้าไปพบรองคณบดี
> >> แล้วรู้สึกว่า
> >>
> "มันอยากได้งานนี้เหลือเกินจริงๆ")
> >>
> คุณพ่อก็สามารถคุยกับคุณแม่จนทั้งคู่ยอมรับได้
> >> และ นพ.นวนรรน ก็ lives
> happily
> >> ever after
> >> ครับ :)
> >>
> >>
> ทีนี้เล่ามาตั้งนาน
> >>
> ประเด็นที่ผมคิดว่าสมควร
> >> point out มีหลายประเด็น
> >> ดังนี้ครับ
> >>
> >> 1.
> >>
> การเลือกสาขาเฉพาะทางนั้น
> >>
> มีปัจจัยหลายอย่าง
> >>
> สิ่งที่เป็นตัวสำคัญในการตัดสินใจของตัวหมอ
> >> คือ passion (ฉันทะ) และ
> skills
> >> (ในกรณีของผมคือ
> computer skills
> >>
> แต่สำหรับคนอื่นอาจเป็น
> >>
> ทักษะทางหัตถการหรือการผ่าตัด
> >> ฯลฯ)
> ซึ่งเป็นแรงดึง (pull
> >> force)
> >> ครับ
> แต่ก็มีแรงผลัก
> >> (push force) เหมือนกัน
> เช่น
> >>
> เบื่อการตรวจคนไข้
> >> เบื่องานหนัก
> >> เบื่อการอยู่เวร
> ฯลฯ
> >>
> >> หลายคน หา passion
> >> ของตัวเองไม่เจอ
> และ
> >> skills
> ก็อาจจะไม่ชัดเจน
> >> หรือเก่งพอๆ
> >> กันในหลายด้าน
> >> แรงดึงจึงไม่ชัด
> >> แต่มีแรงผลัก
> >>
> (ไม่ชอบสาขาใดสาขาหนึ่ง
> >>
> เพราะเหตุผลบางอย่าง)
> >>
> หมอหลายคนจึงตัดสินใจเลือกสาขาเฉพาะทางจากแรงผลักที่ตัวเองมี
> >> (เช่น
> >>
> เลือกเรียนเด็กเพราะไม่ชอบผ่าตัด
> >>
> แต่ไม่ใช่เพราะชอบตรวจเด็ก)
> >>
> และบางคนก็จบเฉพาะทางและประสบความสำเร็จดี
> >> แต่บางคน
> >>
> ด้วยเหตุที่ไม่มีแรงดึง
> >>
> บางทีตอนที่เรียนเฉพาะทาง
> >>
> หรือตอนจบแล้วออกไปทำงาน
> >> เกิดเจอปัญหาขึ้น
> >> (เช่น 30
> >> บาททำให้คนไข้ล้น
> >> หรือเกิดเจอ case
> >>
> ที่รักษาไม่สำเร็จหรือเกิดปัญหาฟ้องร้องขึ้น
> >>
> หรือเจอปัญหาจากผู้บริหารโรงพยาบาล)
> >> ก็เลย frustrate
> >>
> และยิ่งไม่มีแรงดึง
> >>
> แต่เริ่มเจอแรงผลักเพิ่มขึ้น
> >>
> (จากปัญหาที่เพิ่งเจอ)
> >>
> ก็เลยพยายามหาทางออก
> >>
> จึงจบด้วยการลาออก
> >> (แล้วไปทำเอกชน
> >>
> หรือหนีไปทำธุรกิจเลย)
> >>
> หรือกลับไปเรียนเฉพาะทางอันใหม่ที่คิดว่าจะดีกว่าเก่า
> >>
> (ยิ่งเสียเวลาเข้าไปใหญ่)
> >>
> และหลายคนก็เรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ
> >>
> หรืออย่างน้อยก็ไม่พอใจในสถานะของตัวเองในปัจจุบัน
> >>
> >> ประเด็นสำคัญ คือ
> >> ต้องหา passion
> >> ตัวเองให้เจอครับ
> >> สมัยผมเรียนแพทย์
> >>
> เพื่อนจะรู้กันว่าผมจะขี้เกียจ
> >>
> ไม่ค่อยอ่านหนังสือ
> >> วันๆ เอาแต่นอน
> >> (แต่ยังโชคดี
> >> ผลการเรียนไม่ตก)
> >>
> แต่เปรียบเทียบกับตอนนี้ซึ่งกำลังเรียนสิ่งที่ชอบ
> >>
> แล้วผมขยันอย่างที่คิดว่าถ้าขยันอย่างนี้สมัยเรียนหมอคงจะได้
> >> 4.00 ไปแล้ว ดังนั้น
> >> เมื่อมี passion
> >> แล้ว energy
> >> มันจะมาเองครับ
> แล้ว
> >> energy นี่แหละ
> >>
> จะทำให้เราฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคได้
> >>
> >> บางคนหา passion ไม่เจอ
> >>
> ก็อาจจะต้องลองหาแรงดึงด้านอื่นๆ
> >> ของตัวเอง
> >>
> ต่อสาขาเฉพาะทางแต่ละอันครับ
> >> แรงดึงอาจจะเป็น
> financial
> >>
> (ได้ผลตอบแทนเป็นที่พอใจ),
> >> academic
> >>
> (มีโอกาสก้าวหน้าทางวิชาการ),
> >> geographic
> >>
> (ได้ทำงานในที่ที่ชอบ)
> >> หรือด้านอื่นๆ
> >> ก็ได้
> >>
> แต่ต้องพยายามหาแรงดึง
> >> เพื่อไป balance
> >> แรงผลักครับ
> >>
> เมื่ออนาคตเจอปัญหา
> >>
> แรงดึงจะช่วยให้ฝ่าฟันไปได้
> >>
> >> 2. สมมติว่า
> >> สถานะของผมตอนนี้
> >> ถือว่าเป็น success
> >>
> (อย่างน้อยก็สำหรับ step
> >> แรก คือ
> >>
> เลือกที่ลงให้ตัวเอง)
> >> สิ่งที่จะช่วยให้
> success
> >> ได้
> >>
> นอกจากหาตัวเองให้เจอแล้ว
> >> คือ
> >> ไขว่คว้าหาโอกาส
> (keep eyes
> >> open and look out for opportunities) และ
> >>
> ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เข้ามาหาครับ
> >>
> >>
> ผมเองตั้งแต่เริ่มสังเกตว่าตัวเองชอบคอมพิวเตอร์มาก
> >>
> เมื่ออาจารย์พูดถึง
> >> Medical
> >> Informatics
> >>
> ก็เก็บมาเป็นการบ้านต่อ
> >>
> เมื่ออาจารย์เรียกไปพบ
> >>
> ก็บอกความสนใจของตัวเองให้ชัดเจน
> >> (เมื่อเวลาผ่านไป
> >>
> อาจารย์จะเห็นความแน่วแน่)
> >>
> และเมื่อพบอาจารย์อีกครั้งก็แหย่ถามเรื่องเดิม
> >>
> (ซึ่งอาจจะไม่ได้อะไร
> >>
> แต่ไม่มีอะไรจะเสีย)
> >> และในที่สุด
> >>
> โอกาสก็มาถึงมือครับ
> >>
> (แน่นอนว่าเราควบคุมโอกาสที่เข้ามาไม่ได้
> >>
> แต่เราควบคุมได้ว่าเราจะสังเกตเห็นโอกาสนั้นหรือเปล่า
> >>
> หรือจะปล่อยให้มันหลุดมือไปโดยไม่รู้ตัว)
> >>
> >>
> ประเด็นนี้อาจจะช่วยไม่ได้สำหรับกรณีที่ถามมาครับ
> >>
> แต่อาจจะช่วยได้สำหรับคนอื่นที่ทราบทิศทางของตนแล้วแต่อยู่ในช่วงที่กำลังหาช่องทางครับ
> >>
> >> 3. สังเกตว่า
> กว่าผมจะ
> >> convince ทางบ้านได้
> >>
> ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
> >>
> ต้องพูดย้ำจุดยืนเดิมๆ
> >> หลายครั้ง
> >>
> และจนกว่าทางบ้านจะพอใจในคำถามที่มี
> >>
> ก็จะยังไม่ยอมรับครับ
> >> นอกจากนี้
> >> สังเกตด้วยว่า
> >> ตัวคนเลือกนั้น
> >>
> เลือกเพราะตัวเองอยากทำงานสาขาใดสาขาหนึ่ง
> >>
> แต่เหตุผลที่ครอบครัวจะพอใจ
> >>
> ไม่ใช่ความชอบครับ
> >>
> แต่เป็นความมั่นคง
> >>
> จะเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็ห่วงลูกเสมอ
> >> แม้จริงๆ
> >>
> แล้วความห่วงบางครั้งก็
> >> excessive และ protective
> >>
> จนทำให้เจ้าตัวผิดหวังไม่ได้ทำตามที่ชอบ
> >> นอกจากนี้
> >>
> พ่อแม่ก็อาจจะมีความคาดหวังบางอย่างที่ตั้งเอาไว้และอยากให้เป็น
> >>
> (ความคาดหวังที่พบบ่อยของพ่อแม่ของหมอก็คือ
> >>
> หวังว่าจบแล้วจะเป็นหมอที่ทางบ้านภูมิใจ
> >>
> หวังว่าจะเป็นหมอที่พึ่งพาได้ยามป่วยไข้และในวาระสุดท้าย
> >>
> หรือเสียดายที่ได้เรียนหมอมาหากจะต้องทิ้งไป)
> >>
> >> สิ่งสำคัญก็คือ
> >>
> ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งครับ
> >>
> เจ้าตัวก็ต้องรับฟังความเป็นห่วงของพ่อแม่
> >>
> เพราะมุมมองของตนนั้นมีอคติ
> >> (ความชอบ)
> >>
> จึงอาจมองข้ามประเด็นบางประเด็นที่สำคัญ
> >> เช่น ความมั่นคง
> >> หรืออนาคต ไป
> >>
> >> ในทางกลับกัน
> >>
> พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจครับ
> >> ว่า
> >>
> ลูกจะต้องอยู่กับตัวเลือกที่ตัดสินใจไปตลอดชีวิตของลูก
> >> (ยกเว้นจะหาโอกาส
> second
> >> chance
> ให้กับตัวเองได้)
> >>
> ในขณะที่พ่อแม่ส่วนใหญ่คงจะไม่ได้มีโอกาสอยู่กับการตัดสินใจนั้นเคียงบ่าเคียงไหล่ลูกไปตลอด
> >> ดังนั้น
> >>
> จึงควรเข้าใจเหตุผลของลูก
> >> เข้าใจว่าความชอบ
> >>
> ก็เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่ง
> >>
> และพยายามแสดงออกควงห่วงใยของตนเองให้ชัดเจน
> >> (เช่น
> >>
> ห่วงเรื่องความมั่นคง
> >> ก็บอกไปตรงๆ)
> >>
> เพื่อที่ลูกจะได้รับฟังจากอีกหนึ่งมุมมอง
> >>
> และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่แวดล้อมรอบด้านมากขึ้น
> >> (informed decision)
> >> ที่สำคัญที่สุด
> >>
> พ่อแม่ต้องเคารพว่านี่คือการตัดสินใจของลูก
> >> พ่อแม่มีสิทธิ
> >> (และหน้าที่)
> >>
> ให้มุมมองและความเห็นส่วนตัว
> >>
> แต่สุดท้ายลูกตัดสินใจอย่างไร
> >> ก็ต้องยอมรับ
> >>
> และพร้อมสนับสนุนครับ
> >> แม้ในภายหลัง
> >>
> หากลูกค้นพบว่าการตัดสินใจดังกล่าวนั้นตัดสินใจผิด
> >> ก็จะโทษใครไม่ได้
> >>
> และก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของตัวเอง
> >>
> ยังดีกว่าหากลูกเลือกตัดสินใจตามพ่อแม่แล้วเกิดภายหลังไม่ชอบ
> >>
> ลูกจะไม่ยอมรับว่านี่คือทางที่ตัวเองเลือก
> >>
> แต่จะโทษว่าเป็นทางที่พ่อแม่อยากให้เลือก
> >>
> ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ตามมา
> >>
> หรือไม่เช่นนั้นลูกก็จะอยู่กับความคิดที่ว่า
> >> what if...ไปตลอดชีวิต
> >>
> >>
> สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำใจให้ได้
> >> คือ ลูก
> >>
> เป็นตัวของตัวเองแล้ว
> >>
> พ่อแม่ต้องปล่อยให้ลูกบินไปอย่างอิสระครับ
> >>
> อย่าเอากรอบความคิดหรือความคาดหวังของตนมาเป็นกรงขังไม่ให้ลูกบินไปผจญโลกกว้าง
> >>
> >>
> สองย่อหน้าที่ผ่านมา
> >>
> มีประโยชน์ในกรณีอื่นๆ
> >> ด้วย เช่น
> >> กรณีเอ็นทรานซ์
> >>
> ที่หลายครอบครัวเจอปัญหานี้
> >>
> >>
> สำหรับกรณีของหมอที่เลือกที่จะเป็นหมอที่ไม่รักษาคนไข้นั้น
> >>
> ประเด็นที่จะปรับความคาดหวังของพ่อแม่ได้มีดังนี้ครับ
> >> -
> >>
> กรณีพ่อแม่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่ทางบ้านภูมิใจ
> >> ก็อาจจะตอบได้ว่า
> >>
> ถึงแม้จะไม่ได้รักษาคนไข้
> >> แต่ก็เป็นหมอ
> >>
> (หรือแม้กระทั่งเป็นคนธรรมดา)
> >>
> ที่พ่อแม่ภูมิใจได้ครับ
> >>
> หากพ่อแม่อยากให้รักษาคนไข้เพราะจะได้ภูมิใจและพูดกับคนอื่นได้
> >>
> แสดงว่าพ่อแม่กำลังห่วงหน้าตัวเองมากกว่าห่วงลูก
> >>
> (แม้ลูกอาจจะไม่เหมาะที่จะตอบแบบนี้ตรงๆ
> >>
> แต่ผมถือโอกาสที่พ่อแม่หลายท่านอาจจะได้อ่านในที่นี้บอกตรงๆ
> >> ละกันครับ)
> >>
> >> -
> >>
> กรณีพ่อแม่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่พึ่งพาได้ยามป่วยไข้
> >> ก็ตอบได้ว่า
> >>
> ไม่ว่าจะเป็นหมอสาขาไหน
> >>
> หรือทำงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลโดยตรง
> >>
> แต่ก็ยังเป็นหมอครับ
> >> ดังนั้น
> >> ในกรณีของผม
> >> จึงไม่ใช่ ผู้ที่
> >>
> "จบหมอแต่ไม่ได้เป็นหมอ"
> >>
> อย่างที่เพื่อนผมหลายคนพูดถึงผม
> >> แต่เป็น
> >>
> "หมอที่ไม่ได้รักษาคนไข้"
> >>
> เพราะจนกว่าผมจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกแพทยสภาด้วยเหตุอื่น
> >> ผมยังเป็นหมอครับ
> >>
> และความรู้ตั้งแต่สมัยเรียนหมอ
> >>
> ก็ยังคงติดตัวอยู่บ้าง
> >>
> แม้อาจจะลืมในรายละเอียด
> >> แต่เรื่องสำคัญๆ
> เช่น
> >> หลักการปฐมพยาบาล
> >>
> หลักการวินิจฉัยและรักษา
> >>
> และการสื่อสารกับแพทย์ผู้รักษาให้เข้าใจ
> >> ก็ยังคงติดตัวไป
> >>
> และก็จะช่วยได้ในยามป่วยไข้อยู่ดีครับ
> >>
> >> -
> >>
> กรณีพ่อแม่รู้สึกเสียดายที่เรียนหมอมาแล้วไม่ได้มีโอกาสใช้วิชาของตัวเอง
> >>
> สิ่งที่ตอบได้ก็คือ
> >>
> ไม่ว่าจะทำงานสาขาใด
> >>
> หากยังได้ทำงานด้านการแพทย์หรือสาธารณสุข
> >>
> ก็จะส่งผลดีต่อคนไข้หรือประชาชนอยู่ดีครับ
> >> บางคนจะถามผมว่า
> >>
> ไม่เสียดายที่เรียนหมอมาหรือ
> >>
> อุตส่าห์เรียนมาแทบตาย
> >>
> ไม่ได้มีโอกาสใช้วิชาที่เรียนมาในการดูแลคนไข้
> >> ผมก็ตอบไปว่า
> >>
> สิ่งที่ผมเรียนตอนเรียนแพทย์
> >>
> ก็ยังเป็นประโยชน์ในงานของผมอยู่
> >> และงานของผม
> >>
> แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคนไข้แต่ละคนโดยตรง
> >>
> แต่ก็มีผลต่อกระบวนการดูแลคนไข้
> >>
> ถ้าผมทำหน้าที่ของผมดี
> >>
> คุณภาพการรักษาก็ดีขึ้น
> >>
> สุขภาพของประชาชนก็ดีขึ้น
> >>
> กลับจะได้ประโยชน์ในวงกว้างขึ้นอีก
> >> และที่สำคัญ
> >> งานที่ผมทำ
> >>
> คนที่ไม่เป็นหมออาจจะทำได้ไม่ดีเท่า
> >>
> เพราะเขาไม่เข้าใจวิธีคิดของหมอเท่ากับผม
> >>
> ไม่เข้าใจกระบวนการทางการแพทย์เท่ากับผม
> >> อย่างไรก็ตาม
> >>
> ผมเองก็อาจจะทำงานบางอย่างไม่ดีเท่าคนที่จบสาขาอื่น
> >> เช่น computer science
> >>
> และโดยการทำงานร่วมกันมากกว่าที่จะมาเถียงว่านี่เป็นงานของหมอหรืองานของคนอื่น
> >>
> ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในงานและส่งผลต่อคนไข้ได้ครับ
> >>
> >>
> ตอบประเด็นสุดท้ายของแม่เยาว์ครับ
> >> กระแสนิยม
> >>
> เข้ามามีผลประกอบการตัดสินใจบ้าง
> >>
> (เพราะบางสาขาจะแย่งกันเรียนแทบตาย
> >>
> แต่บางสาขาแทบไม่มีคนเลือก)
> >>
> แต่โดยมากจะไม่ใช่เหตุผลหลักหรือเหตุผลเดียวครับ
> >>
> ส่วนใหญ่จะอาศัยความชอบ
> >> ความถนัด
> >>
> ปัจจัยด้านการเงินหรือโอกาสทางวิชาชีพ
> >> มากกว่า
> >>
> และกระแสนิยมมักจะเป็นผลของปัจจัยทางการเงินหรือโดยลักษณะของสาขานั้นๆ
> >> (เช่น
> >>
> บางสาขาทำเงินดีกว่า)
> >>
> มากกว่าที่จะเป็นเหตุครับ
> >>
> ซึ่งต่างจากการตัดสินใจเลือกเอ็นทรานซ์
> >>
> ซึ่งกระแสนิยมและความเห็นของเพื่อน
> >> มีผลมากกว่า
> >>
> ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะวุฒิภาวะ
> >>
> และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทัศนคติ
> >> มุมมอง และ priority
> >>
> ของเด็กกับคนที่จะจบออกไปทำงาน
> >> แตกต่างกันครับ
> >>
> >> เป็น e-mail
> >>
> ที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา
> >>
> เพราะเจตนาเล่าชีวประวัติของตัวเองด้วย
> >>
> (ซึ่งผมเชื่อว่ามีเกร็ดที่เอาไปใช้ได้บ้าง
> >>
> และไม่ได้มีเจตนาจะคุยโวเรื่องตัวเองนะครับ
> >> แม้จริงๆ
> >>
> อยากจะเล่าให้ฟังอยู่ดีเพราะคิดว่าคงจะน่าสนใจไม่น้อย..)
> >>
> หวังว่าจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างที่ผมเล่ามากับประเด็นที่อาจเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ
> >>
> หากความเห็นของผมจะทำให้พ่อแม่หรือว่าที่พ่อแม่สักคู่หนึ่งเปิดมุมมองและเข้าใจ
> >> dynamics
> >>
> ของการตัดสินใจอนาคตชีวิตลูกมากขึ้น
> >>
> เมล์ฉบับนี้ก็ประสบความสำเร็ยแล้วล่ะครับ
> >>
> >>
> >> นวนรรน
> >>
> >>
> >> Yaowadee Sai-aram wrote:
> >>>
> >>> สวัสดีค่ะ
> ชาวกมท.
> >>>
> >>>
> >>
> ได้อ่านเมล์หมอนรรนแล้วก็ปลื้มแทนพ่อโรจน์แม่นวลน้อย
> >>>
> มีปนอิจฉาเล็กเล็ก
> >> ที่เวลาล่วงไป
> >> ลูกชายวัย 15
> วันโน้น
> >>
> เติบโตมาอย่างน่าภูมิใจในครอบครัวธีระอัมพรพันธ์
> >>>
> >>>
> >>
> วันนี้ไม่คุยการเมืองแน่นอน
> >> จะขอคุยการหมอ
> อิอิ
> >>
> ลูกสาวเพื่อนเป็นหมอเรียนโครงการแพทย์ชนบทมหิดล
> >>
> จบมาก็ทำงานใช้ทุนในรพ.ชุมชนครบเมษานี้
> >>
> กำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง
> >>>
> >>>
> >>
> คุณหมอลูกเพื่อนนี่ก็เรียนเก่งเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
> >>
> เลือกที่จะเรียนแพทย์รังสี
> >>
> แต่ไม่มีค่อยทุนทางนี้จากรพ.
> >>> ส่วนมาก
> >>
> มีทุนทางอายุรกรรม
> >> สูตินารี เด็ก
> >> แต่เขาไม่ชอบ
> >>> โดยให้เหตุ
> >>
> ผลว่าไม่ค่อยอยากทำงานกับคน
> >> ไม่ชอบตรวจ
> >>>
> >>>
> >>
> ดังนั้นคงต้องลาออกจากราชการ
> >> แม่ก็เสียดาย
> >> มาบ่นกะเรา
> >>
> ก็พยายามโน้มน้าวลูก
> >>
> แต่แล้วก็บอกว่าชีวิตเป็นของเขานะ
> >>
> ในที่สุดก็ต้องทำใจยอมรับกับการตัดสินใจของลูก
> >>>
> >>>
> >>
> ประสาไม่ค่อยรู้เรื่องในแวดวงหมอ
> >>
> เห็นว่าในนี้มีอยู่หมอหลายหมอ
> >>> ก็เลยอยากรู้ว่า
> >>
> การเลือกเฉพาะทางมีปัจจัยอะไรบ้าง
> >>> ความชอบส่วนตัว
> >> กระแสนิยม?
> >>>
> >>> แม่เยาว์
> >>>
> >>
> ไม่มีโอกาสเป็นแม่หมอ
> >>
> >>
> >> _______________________________________________
> >> Thai-l mailing list
> >> Thai-l at thai-l.net
> >> http://thai-l.net/mailman/listinfo/thai-l
> >
>
> _______________________________________________
> Thai-l mailing list
> Thai-l at thai-l.net
> http://thai-l.net/mailman/listinfo/thai-l
__________________________________________________
Do You Yahoo!?
Tired of spam? Yahoo! Mail has the best spam protection around
http://mail.yahoo.com
More information about the Thai-l
mailing list