[TMG] Re: Dr. IT

Nawanan Theera-Ampornpunt nawanan.rama at gmail.com
Tue Oct 21 03:43:28 ICT 2008


ขอโทษด้วยครับที่ตอบช้า เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาปั่นงานแหลกครับ เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน.. :P

เหตุผลที่ผมเลือกเรียนหมอ ตอนนั้นคงเป็นเพราะ
- ความนิยมของเด็กเรียนที่ priority แรกๆ ถ้าไม่ใช่แพทย์ก็วิศวะครับ
ซึ่งเป็นปัญหาในเรื่องการขาดความหลากหลาย (lack of diversity)
ส่วนหนึ่งคงต้องโทษระบบการแนะแนวของเมืองไทย (อย่างน้อยก็ที่โรงเรียนผมที่ภูเก็ต)
ด้วยที่ไม่สามารถช่วยเด็กในการค้นหาตัวเอง
และชี้โอกาสที่หลากหลายและประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กันครับ
หลังจากผมเรียนแพทย์ได้สักพักก็ได้มีโอกาสกลับไปที่โรงเรียนพร้อมเพื่อนๆ
เพราะอาจารย์ที๋โรงเรียนอยากจะให้น้องๆ มีโอกาสคุยกับพี่ๆ ที่กำลังเรียนมหาลัยสาขาต่างๆ อยู่
ก็ได้มีโอกาสให้คำแนะนำบ้าง ดูเหมือนระบบจะค่อยๆ ดีขึ้นครับ
แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับตัวอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนมากกว่าตัวระบบอยู่ดี

- การขาดโอกาสและขาดข้อมูลครับ (lack of academic opportunities and lack of
information) ในตอนนั้นโอกาสพัฒนาความรู้ เช่น สอบโอลิมปิก
บางสาขายังไปไม่ถึงโรงเรียนในต่างจังหวัดครับ จะว่าไป ภูเก็ตก็ไม่ถึงกับบ้านนอกนะ
แต่ตอนนั้นมีรุ่นพี่ได้เป็นตัวแทนโอลิมปิกบ้าง
เรายังรู้สึกเลยว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่คิดว่าโอกาสเช่นนั้นจะมาถึงมือได้
ตอนสมัยผมจึงไม่ได้มีโอกาสสอบแข่งขันพวกนั้นเท่าไหร่ (แม้ว่าจริงๆ
แล้วจะว่าไปผมก็อยู่โรงเรียนจนถึง ม.4 เท่านั้น จึงไม่ทราบว่า ม.5-6
มีโอกาสเรื่องพวกนี้แค่ไหน) ทำให้ตัวเองขาดโอกาส explore
ความสนใจของตัวเองนอกเหนือจาก trend ที่เป็นที่นิยม ถ้าตอนนั้นมีโอกาสเหล่านี้
ผมอาจจะรู้ตัวว่าชอบคอมพิวเตอร์มากๆ ตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้ (แต่ก็จริงๆ ถ้าตอนนั้นผมเรียนคอมพ์
ก็คงจะไม่อยู่ในจุดที่ค่อนข้าง unique เหมือนตอนนี้ ที่มี expertise ทั้งแพทย์และคอมพ์ครับ
ทำให้โอกาสด้านการงานต่างกันทีเดียว) ในสมัยหลังๆ รุ่นของน้องชายผม
โอกาสเรื่องเหล่านี้เข้ามามากขึ้น เด็กรุ่นใหม่ๆ จึงมีโอกาส explore ตัวเองมากขึ้น

- เหตุผลข้างต้น อธิบายว่าทำไมผมถึงไม่เลือกอะไรที่ต่างจากแพทย์กับวิศวะ
แต่เหตุผลส่วนตัวที่เลือกเรียนแพทย์ ไม่เลือกวิศวะ เพราะตัวเองรู้สึกว่าไม่ bright ทาง
physics เท่ากับทาง biology (พูดง่ายๆ คือคิดไม่เก่งเท่าจำ) แม้เรื่อง math
จะเป็นอะไรที่สบายมาก แต่การเอา math ไปใช้ในทาง physics ก็ต้องประยุกต์พอสมควร
และผมรู้สึกว่าผมคิดตามกรอบทฤษฎีที่เขาสอนได้ แต่ถ้าเกิดโจทย์พลิกแพลงแล้วก็ approach
ไม่ถูกครับ รวมทั้งผมเองไม่ถนัด manual skills ทุกชนิด งานทางช่างจึงลืมไปได้เลย
(และตอนเรียนแพทย์ การผ่าตัดก็เป็นเรื่องที่ผม struggle และ suffer มากๆ)

- สิ่งที่อาจจะมีอิทธิพลด้วยส่วนหนึ่งก็คือ perception
ที่ได้รับว่าทางบ้านและญาติพี่น้องให้ความสำคัญกับการเรียนแพทย์มากกว่าสาขาอื่น
แม้ทางบ้านจะไม่ได้บอกโดยตรงและไม่เคยบังคับหรือเสนอแนะว่าให้เรียนอะไรหรือไม่เรียนอะไร
แต่ก็พอ sense ความต้องการได้ครับ

- เหตุผลที่ไม่ถนัด physics เป็นแรงผลัก แต่สิ่งที่เป็นแรงดึง คือ ผลการเรียนด้าน biology
ครับ ซึ่งสมัยนั้นอาจารย์ชีวะที่โรงเรียนมัธยม เป็นที่รู้กันว่าโหดมาก และแทบไม่เคยให้ A
ใครเลยในแต่ละปี แต่พอผมได้เรียนแล้วก็รู้สึกว่าชีวะก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
(เรื่องท่องจำคงยากเป็นธรรมดา และคงไม่มีใครที่สามารถเอาสมองมาบรรจุ detail ย่อยๆ
ของชีวะได้ทั้งหมด แต่ผมค้นพบว่าความจำของตัวเองไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ และก็รู้สึก
comfortable กับการเรียนชีวะในระดับหนึ่งครับ) ปรากฏว่า ผมได้ A ชีวะคนเดียวในทั้งชั้นปี
ซึ่งมีความหมายสำหรับผมครับ เพราะเท่ากับว่าผม prove ตัวเองให้กับอาจารย์มหาโหดท่านหนึ่งได้
และเหมือนกับเป็น approval stamp สำหรับผมในการเลือกเรียนสายชีวะครับ

หลายๆ เหตุผลประกอบกัน ผมจึงมานั่งคิดสรตะ แล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าจะเลือกเรียนแพทย์
จึงเปิดเผยกับคุณพ่อคุณแม่ครับ ตอนที่อยู่ ม.4 ซึ่งตอนนั้นสอบเทียบผ่านแล้ว
จึงกะว่าจะลองเอ็นทรานซ์ลองสนามดูก่อน เผื่อปีหน้า ม.5 จะได้เลือกจริงๆ ได้
ตอนเอ็นทรานซ์ครั้งแรก จึงเลือกแพทย์ 3 แห่ง คือ จุฬาฯ รามาฯ สงขลาฯ แล้วเลือกเภสัช จุฬาฯ
ไว้เผื่อกะตัวเองด้วยว่าเราอยู่ประมาณไหน ไม่ได้เลือกศิริราชเพราะเห็นคะแนนมันติดๆ
กันเลยอยากจะเว้นช่องว่างไว้หน่อยจะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่ใช่สมมติทำได้ไม่ดี
แต่เลือกสูงหมด เลยไม่ได้สักอย่าง และไม่รู้ level ของตัวเอง

ไปๆ มาๆ ปรากฏว่าคะแนนติดรามาฯ ครับ ตอนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางแยกที่ต้องเลือก
ว่าจะเอาหรือไม่เอา ทั้งที่ตอนสอบไม่ได้คิดจะเอา แต่ด้วยความที่เบื่อหน่ายระบบโรงเรียนมัธยม
(บ้านนอก) และความงี่เง่า (idiot) ไร้สาระ (ridiculous) ไร้ประสิทธิผล
(ineffective) ขาดความสามารถ (incompetent) ของอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียน
(ขอระบายหน่อยเหอะ อิอิ...) รวมทั้งความ attractive ของรามาธิบดี จึงตัดสินใจตะครุบครับ
ก่อนตัดสินใจก็คุยกับทางบ้าน lay out ข้อดีข้อเสียออกมาให้ชัด และ sense ได้ถึง support
ของทางบ้านไม่ว่าเราจะเลือกอย่างไร ก็เลยกล้าตัดสินใจเข้ารามาฯ และไม่รู้สึกว่าตัดสินใจผิดเลยครับ


คำถามเรื่องชอบ math หรือไม่นั้น ตั้งแต่สมัยประถม ผมถนัดและชอบ math มากครับ
ได้มีโอกาสสอบอะไรเยอะแยะก็เรื่อง math เนี่ยแหละ.. และก็เป็นเช่นนั้นมาจนถึงสมัย ม.ต้น
และ ม.ปลาย แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ถนัด physics และตอนนั้นยังไม่รู้จัก computer science หรือ
information science as a field and as a career ความสามารถทาง math
จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนครับ

แต่ส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่ได้จากการเรียน math ได้ดี ไม่ใช่ตัว math เอง ซึ่งตอนนี้ลืมไปเยอะแล้ว
ยิ่งไม่ได้เรียนวิศวะ เรื่องอย่าง calculus ยิ่งไปกันใหญ่ แต่สิ่งที่ติดตัวมา มี 2 อย่างครับ คือ
logic ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ programming รวมทั้ง problem-solving skills
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ไม่ใช่ knowledge อย่าง math แต่เป็น skills ที่ติดตัวเราและเป็น
subconscious ผมจึงเรียน IT ได้ดีโดยที่ไม่ต้องพยายามอย่างหนักเหมือนบางคนที่ skills 2
ด้านนี้ไม่แน่น และ struggle กับการเรียน computer science ครับ


นวนรรน :)


Thanit Hasadsri wrote:
> อยากถามคุณหมอนรรณหน่อยว่า 
> ทำไมถึงได้เลือกเรียนหมอ
> แล้วชอบคณิตศาสตร์มากหรือเปล่า
> หมอไอที ที่ รพ ผม เป็น หมอโรคไต เช่นเดียวกับผม 
> เราทั้งสอง ชอบแมทมาก 
> โรคไต ใช้คำนวณ และก็ชอบคอมทั้งคู่
> ตอนเป็นนักเรียนแพทย หลังจากเลือกทางอายุรกรรม
> ผมชอบโรคไตและโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมน
> อ่านหนังสือของหมอ ทอม ดูเลย์ รักษาชาวบ้านชาวเขาในลาว
> ก็อยากจะเป็นบ้าง
> จบแพทย์ ไปสมัครกับ ตชด
> เขาไม่มีตำแหน่ง มีแต่ให้เป็นหมอของกรมตำรวจก่อน
> ก็เลยไปอยู่กับทหารอากาศ เพราะเป็น รพ ใหญ่ใกล้อยุธยา
> แล้วก็ลามาฝึกอบรม ตปท
> ทางอายรุกรรม ๓ ปี จบแล้วก็ไปต่อโรคไต
> ตอนนั้น เพิ่งมีเครื่องฟอกเลือดล้างไต ใหม่ๆ
> ต้องเลือกว่า คนไข้ควรไหนจะล้าง หรือ ไม่ล้าง
> ไม่สบายใจ ที่จะเป็นคนตัดสินชีวิตผู้อื่น
> แล้วก็เห็นว่า คนไข้ก็อยู่กันไปวันๆ เสียค่าใช้จ่ายมาก
> ก็เลยฝีกอบรมโรคไต ๑ ปี แล้วก็เปลี่ยนไปโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมนอีก ๒ ปี
> กลับมาเมืองไทย ก็ทำทั้งโรคไตและโรคต่อมไร้ท่อฮอร์โมน
> ผู้อำนวยการก็บ่นเหมือนกัน เพราะฟอกเลือดล้างไต แพง
> ขนาดผมถือหลักว่า จะไม่ทำกันเรื้อรัง
> รายไหน คิดว่าเรื้อรังก็จะไมทำ
> แต่คนหนุ่มสาว จะให้โอกาส ๑ ครั้ง ครับ
> 
> 
> 
> --- On Wed, 10/8/08, Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> 
>> From: Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com>
>> Subject: Re: [TMG] Re: Politics - Off Topic?
>> To: yaowadee at sut.ac.th, "Thai Mailing Group" <thai-l at thai-l.net>
>> Date: Wednesday, October 8, 2008, 11:33 PM
>> ขอบคุณคุณบุญนาท
>> คุณน้ำ แม่เยาว์
>> อ.สุพัตร์
>> และท่านอื่นๆ ที่ comment
>> ความเห็นของผมครับ
>>
>> ไม่ได้คุยกับแม่เยาว์เสียนาน
>> ตั้งแต่กลับจากโคราชก่อนเรียนจบ
>> หวังว่าจะสบายดีกันนะครับ
>>
>> ดีใจที่มีคำถามที่ผมตอบได้ครับ
>> คำถามนี้ตรงใจผมมากเพราะตรงกับประสบการณ์ตรงของผม
>> ที่จบหมอ
>> แต่ไม่อยากรักษาคนไข้ครับ
>>
>> ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าความเห็นผมเป็นความเห็นที่มี
>> bias นะครับ ดังนั้น
>> อาจจะต้อง balance
>> กับความเห็นของคนอื่น
>> ซึ่งรวมถึงพ่อแม่ของหมอคนนั้นด้วย
>> ผมเชื่อว่าพ่อกับแม่ผมคงมีความเห็นอะไรที่อาจจะแชร์ได้บ้าง
>> จะปล่อยให้คุณพ่อดูเองละกันครับว่ามีอะไรจะเสริมหรือแย้งหรือไม่
>>
>> ขอเล่าประสบการณ์ตัวเองก่อนละกัน
>> แล้วค่อยตอบคำถาม
>> เตือนอีกเรื่องครับว่านิทานเรื่องนี้ค่อนข้างยาว
>> อาจจะต้องให้มีเวลาว่างมากพอก่อนจะอ่านครับ
>>
>> ผมเองนั้นตอนตัดสินใจเลือกสอบเข้าแพทย์
>> ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
>> โดยที่พ่อกับแม่ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจครับ
>> แต่เมื่อตัดสินใจแล้วและได้บอกให้พ่อแม่ฟัง
>> ก็รู้สึกได้ถึงความดีใจ
>> และดูเหมือนจะมีความโล่งใจปนมาด้วย
>> และได้รับการสนับสนุนเต็มที่
>> เหตุผลที่ผมเล่าเรื่องนี้
>> ซึ่งเกิดขึ้นนานมาแล้ว
>> ก็เพื่อจะบอกว่า
>> ในกรณีของผมนั้น
>> การตัดสินใจที่จะไม่เป็นหมอรักษาคนไข้เมื่อเรียนจบ
>> ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับหรือความต้องการของครอบครัวที่ต้องการให้เรียนแพทย์ครับ
>> ซึ่งจะต่างจากหลายๆ
>> คน
>> ซึ่งผมเคยได้ยินมาว่า
>> พอได้ปริญญาแล้วก็อาจจะใช้ทุนสักพัก
>> หรืออาจจะลาออกเลยแล้วไปทำอย่างอื่น
>> แล้วก็มอบปริญญา พบ.
>> ให้กับทางบ้าน
>> ในเมื่อทางบ้านอยากให้เรียน
>> ก็เรียนจนสำเร็จแล้ว
>> จากนี้ก็จะขอทำตามใจตัวเองบ้างละกัน...
>>
>> แต่สิ่งที่ทางบ้านมีอิทธิพลกับผมมาก
>> ก็คือ การที่ผมได้ expose
>> กับ IT
>> และได้มีโอกาสใช้
>> บวกเล่น
>> (เกม)
>> คอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่มาตลอด
>> รวมทั้งการผลักดัน
>> สนับสนุน
>> และพยายามถ่ายทอดความรู้ของคุณพ่อ
>> ทำให้ computer literacy
>> ของผมอยู่ในระดับที่จะเป็นประโยชน์ต่อผมเองในอนาคตที่ผมยังมองไม่ออกในตอนนั้น
>> ช่วงนั้น
>> computer science ยังไม่บูมครับ
>> เลยไม่รู้จักสาขานั้น
>> และก็ได้แต่มอง computer
>> ว่าเป็นทักษะติดตัวเท่านั้น
>>
>> Fast forward มา 3-4 ปี
>> ระหว่างที่เรียน ปี 3-5
>> ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยดูแลคอมพิวเตอร์ใต้หอพักแพทย์
>> จึงเป็นโอกาสแรกที่ได้ทำกิจกรรมและรู้จัก
>> basic organizational management skills
>> (แม้จะยังมีปัญหาเรื่อง
>> communication
>> skills และ anger management บ้าง
>> แหะแหะ...)
>> และก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถให้อาจารยแพทย์บางท่านเห็นใน
>> class
>> ในช่วงนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชอบทำงานกับคอมพิวเตอร์จนสามารถจะเอามาเป็นอาชีพได้
>>
>> เพิ่มเติมนิดนึงว่า
>> ช่วงปี 4-5 นี้
>> คือช่วงที่นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่จะดูว่าตัวเองถนัดสาขาเฉพาะทางอะไร
>> ชอบด้านไหน
>> และผมเองก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้
>> เริ่มตัดไปทีละ choice
>> จนเหลืออยู่ไม่กี่อันที่ยอมรับได้
>> แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของตัวเองอยู่ดี
>> (ไม่มีสาขาไหนที่ชอบสุดๆ)
>>
>> วันหนึ่ง
>> อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง
>> ซึ่งสอนเวชศาสตร์ชุมชน
>> (community medicine)
>> พูดถึงเรื่องระบบของโรงพยาบาลชุมชน
>> และไปๆ มาๆ
>> กลับพูดถึงคำคำหนึ่ง
>> คือ "Medical
>> Informatics" (เวชสารสนเทศ)
>> และชี้ให้เห็นตัวอย่างประโยชน์ของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดูแลคนไข้
>> ทำให้ผมได้การบ้านให้กับตัวเอง
>> คือ ค้นคว้าดูว่า
>> ไอ้เจ้า Medical Informatics
>> คืออะไร
>> คนที่ทำงานด้านนี้เขาทำอะไรบ้าง
>> ยิ่งศึกษาก็ยิ่งมั่นใจว่า
>> ใช่เลย
>> นี่แหละทางของเรา
>>
>> ช่วงที่อยู่ปี 6 (extern)
>> อาจารย์ของภาควิชากุมารฯ
>> (เด็ก)
>> ได้เรียกเข้าไปพบ
>> และสอบถามความสนใจที่จะเรียนต่อแพทย์ประจำบ้านหรือ
>> residency ของภาคกุมารฯ
>> (ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าแปลว่าอาจารย์เขาดูผลการเรียนและ
>> attitude แล้ว
>> ต้องการชวนมาเรียนหมอเด็ก
>> และค่อนข้างจะการันตีว่ามีโอกาสรับเข้าสูง)
>> แต่ extern นวนรรน
>> ตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยวและอาจหาญครับว่า
>> "ขอบคุณครับ
>> แต่ผมสนใจที่จะเรียนต่อ
>> Medical
>> Informatics มากกว่าครับ"
>> ซึ่งทำให้อาจารย์สะอึกเล็กน้อย
>> เพราะคงไม่คาดหมายคำตอบที่แปลกประหลาด
>> ไม่เหมือนชาวบ้าน
>> (ซึ่งส่วนใหญ่จะรีบตะครุบโอกาสดีอันนี้)
>> ทั้งโอกาสก็ยังไม่ชัดเจน
>> (เพราะในเมืองไทยยังไม่มีการสอนสาขานี้เลย)
>>
>> ครึ่งปีหลังของ extern
>> ช่วงนี้ชัวร์เต็มที่แล้วว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะทำงานด้านเนี้ยแหละ...ก็ถึง
>> step ต่อไป
>> คือบอกพ่อแม่ให้ทราบ
>> และก็ได้คำตอบว่า
>> "ออกไปฝึกงานโคราชดูก่อน
>> แล้วค่อยมาดูกัน
>> อาจจะมีสาขาเฉพาะทางอันไหนที่ค้นหาตัวเองเจอก็ได้"
>> จนแล้วจนรอด
>> ทำงานไปจนจบปี
>> ก็ยังหาไม่พบครับ
>> ท่านผู้ชม...
>>
>> ในระหว่างที่ฝึกงานก่อนจบนี้
>> ก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า
>> 1.
>> ไม่ถนัดหัตถการหรือเรื่องที่ต้องใช้มือ
>> เช่น
>> ผ่าตัด 2.
>> เบื่อการคุยกับคนไข้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
>> ไม่ค่อยเชื่อฟัง
>> และมักจะสร้างปัญหาให้ตัวเองและหมอ
>> (สูบบุหรี่ไม่ยอมเลิก,
>> กินเหล้าเมาแล้วขี่มอเตอร์ไซค์จนเกิดอุบัติเหตุหรือเมาจนทะเลาะถูกตีรันฟันแทง)
>> 3.
>> ปริมาณงานที่หนักจนน่าตกใจแต่ไม่มีเวลาตกใจ
>> และไม่มีเวลาพักผ่อน
>> หรือคิดถึงอนาคตของตัวเอง
>>
>> พอเรียนจบ
>> ช่วงปิดเทอม
>> ก่อนจะถึงเวลาจับฉลากเลือกที่ใช้ทุน
>> ก็ได้พบอาจารย์ท่านเดิมที่เรียกผมเข้าไปคุย
>> ก็เลยถามอาจารย์แบบทีเล่นทีจริง
>> ว่า
>> อาจารย์ทราบมั้ยครับว่า
>> รามาฯ
>> ต้องการหมอมาทำไอทีหรือเปล่า
>> (เนื่องจากทราบมาว่าอาจารย์เป็นกรรมการสารสนเทศคนหนึ่งด้วย
>> เลยถามไปเผื่อจะทราบ)
>> อาจารย์ก็ตอบว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นกรรมการสารสนเทศแล้ว
>> แต่ก็รับว่าจะไปถามรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศให้
>>
>> หลังจากนั้นประมาณครึ่งเดือน
>> อาจารย์ก็โทรมาบอกว่า
>> รองคณบดีที่รับผิดชอบงานไอที
>> อยากจะเรียกไปคุย
>> ก็เลยนัดหมายตอนที่ผมขึ้นกรุงเทพฯ
>> จะไปจับฉลากใช้ทุน
>> ไปพบอาจารย์
>> และคุณพ่อก็ขอจะติดตามไปพบอาจารย์ด้วย
>> เพราะต้องการคำยืนยันในเรื่อง
>> job security และ
>> financial security
>> (กลัวผมจะตกอับภายหลัง
>> แม้ตอนนั้นจะให้ทำงานเงินเดือนเท่าไหร่ผมก็ยอม
>> เพราะอยากทำงานด้านนี้มากๆ)
>> สังเกตนะครับว่ามุมมองของลูกกับพ่อแม่นั้นต่างกันทีเดียว
>>
>> สุดท้ายก็ได้พบอาจารย์
>> รองคณบดี
>> และหลังจากดูผลการเรียนและคุณสมบัติอื่นๆ
>> อาจารย์ก็ตกลงรับในหลักการที่จะบรรจุทำงานในแผนกไอที
>> แต่ให้ทำงานใช้ทุนก่อนปีนึง
>> และก็แจ้งว่าคณะฯ
>> ยินดีสนับสนุนให้เรียนต่อด้านนี้หลังจากทำงานสักปีนึง
>> และคุณพ่อก็ได้คำตอบที่พอใจในเรื่องความมั่นคงของงาน
>>
>> เมื่อคุณพ่อยอมรับ
>> (ส่วนหนึ่งจากคำมั่นของอาจารย์
>> และอีกส่วนหนึ่งจากการที่เห็นผม
>> so
>> desperate
>> ที่จะทำงานตรงนี้มากๆ
>> ซึ่งคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเห็นท่าทางผมตอนผมเข้าไปกราบศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ
>> ภายในรามาธิบดี
>> ก่อนเข้าไปพบรองคณบดี
>> แล้วรู้สึกว่า
>> "มันอยากได้งานนี้เหลือเกินจริงๆ")
>> คุณพ่อก็สามารถคุยกับคุณแม่จนทั้งคู่ยอมรับได้
>> และ นพ.นวนรรน ก็ lives happily
>> ever after
>> ครับ :)
>>
>> ทีนี้เล่ามาตั้งนาน
>> ประเด็นที่ผมคิดว่าสมควร
>> point out มีหลายประเด็น
>> ดังนี้ครับ
>>
>> 1.
>> การเลือกสาขาเฉพาะทางนั้น
>> มีปัจจัยหลายอย่าง
>> สิ่งที่เป็นตัวสำคัญในการตัดสินใจของตัวหมอ
>> คือ passion (ฉันทะ) และ skills
>> (ในกรณีของผมคือ computer skills
>> แต่สำหรับคนอื่นอาจเป็น
>> ทักษะทางหัตถการหรือการผ่าตัด
>> ฯลฯ) ซึ่งเป็นแรงดึง (pull
>> force)
>> ครับ แต่ก็มีแรงผลัก
>> (push force) เหมือนกัน เช่น
>> เบื่อการตรวจคนไข้
>> เบื่องานหนัก
>> เบื่อการอยู่เวร ฯลฯ
>>
>> หลายคน หา passion
>> ของตัวเองไม่เจอ และ
>> skills ก็อาจจะไม่ชัดเจน
>> หรือเก่งพอๆ
>> กันในหลายด้าน
>> แรงดึงจึงไม่ชัด
>> แต่มีแรงผลัก
>> (ไม่ชอบสาขาใดสาขาหนึ่ง
>> เพราะเหตุผลบางอย่าง)
>> หมอหลายคนจึงตัดสินใจเลือกสาขาเฉพาะทางจากแรงผลักที่ตัวเองมี
>> (เช่น
>> เลือกเรียนเด็กเพราะไม่ชอบผ่าตัด
>> แต่ไม่ใช่เพราะชอบตรวจเด็ก)
>> และบางคนก็จบเฉพาะทางและประสบความสำเร็จดี
>> แต่บางคน
>> ด้วยเหตุที่ไม่มีแรงดึง
>> บางทีตอนที่เรียนเฉพาะทาง
>> หรือตอนจบแล้วออกไปทำงาน
>> เกิดเจอปัญหาขึ้น
>> (เช่น 30
>> บาททำให้คนไข้ล้น
>> หรือเกิดเจอ case
>> ที่รักษาไม่สำเร็จหรือเกิดปัญหาฟ้องร้องขึ้น
>> หรือเจอปัญหาจากผู้บริหารโรงพยาบาล)
>> ก็เลย frustrate
>> และยิ่งไม่มีแรงดึง
>> แต่เริ่มเจอแรงผลักเพิ่มขึ้น
>> (จากปัญหาที่เพิ่งเจอ)
>> ก็เลยพยายามหาทางออก
>> จึงจบด้วยการลาออก
>> (แล้วไปทำเอกชน
>> หรือหนีไปทำธุรกิจเลย)
>> หรือกลับไปเรียนเฉพาะทางอันใหม่ที่คิดว่าจะดีกว่าเก่า
>> (ยิ่งเสียเวลาเข้าไปใหญ่)
>> และหลายคนก็เรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ
>> หรืออย่างน้อยก็ไม่พอใจในสถานะของตัวเองในปัจจุบัน
>>
>> ประเด็นสำคัญ คือ
>> ต้องหา passion
>> ตัวเองให้เจอครับ
>> สมัยผมเรียนแพทย์
>> เพื่อนจะรู้กันว่าผมจะขี้เกียจ
>> ไม่ค่อยอ่านหนังสือ
>> วันๆ เอาแต่นอน
>> (แต่ยังโชคดี
>> ผลการเรียนไม่ตก)
>> แต่เปรียบเทียบกับตอนนี้ซึ่งกำลังเรียนสิ่งที่ชอบ
>> แล้วผมขยันอย่างที่คิดว่าถ้าขยันอย่างนี้สมัยเรียนหมอคงจะได้
>> 4.00 ไปแล้ว ดังนั้น
>> เมื่อมี passion
>> แล้ว energy
>> มันจะมาเองครับ แล้ว
>> energy นี่แหละ
>> จะทำให้เราฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคได้
>>
>> บางคนหา passion ไม่เจอ
>> ก็อาจจะต้องลองหาแรงดึงด้านอื่นๆ
>> ของตัวเอง
>> ต่อสาขาเฉพาะทางแต่ละอันครับ
>> แรงดึงอาจจะเป็น financial
>> (ได้ผลตอบแทนเป็นที่พอใจ),
>> academic
>> (มีโอกาสก้าวหน้าทางวิชาการ),
>> geographic
>> (ได้ทำงานในที่ที่ชอบ)
>> หรือด้านอื่นๆ
>> ก็ได้
>> แต่ต้องพยายามหาแรงดึง
>> เพื่อไป balance
>> แรงผลักครับ
>> เมื่ออนาคตเจอปัญหา
>> แรงดึงจะช่วยให้ฝ่าฟันไปได้
>>
>> 2. สมมติว่า
>> สถานะของผมตอนนี้
>> ถือว่าเป็น success
>> (อย่างน้อยก็สำหรับ step
>> แรก คือ
>> เลือกที่ลงให้ตัวเอง)
>> สิ่งที่จะช่วยให้ success
>> ได้
>> นอกจากหาตัวเองให้เจอแล้ว
>> คือ
>> ไขว่คว้าหาโอกาส (keep eyes
>> open and look out for opportunities) และ
>> ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เข้ามาหาครับ
>>
>> ผมเองตั้งแต่เริ่มสังเกตว่าตัวเองชอบคอมพิวเตอร์มาก
>> เมื่ออาจารย์พูดถึง
>> Medical
>> Informatics
>> ก็เก็บมาเป็นการบ้านต่อ
>> เมื่ออาจารย์เรียกไปพบ
>> ก็บอกความสนใจของตัวเองให้ชัดเจน
>> (เมื่อเวลาผ่านไป
>> อาจารย์จะเห็นความแน่วแน่)
>> และเมื่อพบอาจารย์อีกครั้งก็แหย่ถามเรื่องเดิม
>> (ซึ่งอาจจะไม่ได้อะไร
>> แต่ไม่มีอะไรจะเสีย)
>> และในที่สุด
>> โอกาสก็มาถึงมือครับ
>> (แน่นอนว่าเราควบคุมโอกาสที่เข้ามาไม่ได้
>> แต่เราควบคุมได้ว่าเราจะสังเกตเห็นโอกาสนั้นหรือเปล่า
>> หรือจะปล่อยให้มันหลุดมือไปโดยไม่รู้ตัว)
>>
>> ประเด็นนี้อาจจะช่วยไม่ได้สำหรับกรณีที่ถามมาครับ
>> แต่อาจจะช่วยได้สำหรับคนอื่นที่ทราบทิศทางของตนแล้วแต่อยู่ในช่วงที่กำลังหาช่องทางครับ
>>
>> 3. สังเกตว่า กว่าผมจะ
>> convince ทางบ้านได้
>> ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
>> ต้องพูดย้ำจุดยืนเดิมๆ
>> หลายครั้ง
>> และจนกว่าทางบ้านจะพอใจในคำถามที่มี
>> ก็จะยังไม่ยอมรับครับ
>> นอกจากนี้
>> สังเกตด้วยว่า
>> ตัวคนเลือกนั้น
>> เลือกเพราะตัวเองอยากทำงานสาขาใดสาขาหนึ่ง
>> แต่เหตุผลที่ครอบครัวจะพอใจ
>> ไม่ใช่ความชอบครับ
>> แต่เป็นความมั่นคง
>> จะเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็ห่วงลูกเสมอ
>> แม้จริงๆ
>> แล้วความห่วงบางครั้งก็
>> excessive และ protective
>> จนทำให้เจ้าตัวผิดหวังไม่ได้ทำตามที่ชอบ
>> นอกจากนี้
>> พ่อแม่ก็อาจจะมีความคาดหวังบางอย่างที่ตั้งเอาไว้และอยากให้เป็น
>> (ความคาดหวังที่พบบ่อยของพ่อแม่ของหมอก็คือ
>> หวังว่าจบแล้วจะเป็นหมอที่ทางบ้านภูมิใจ
>> หวังว่าจะเป็นหมอที่พึ่งพาได้ยามป่วยไข้และในวาระสุดท้าย
>> หรือเสียดายที่ได้เรียนหมอมาหากจะต้องทิ้งไป)
>>
>> สิ่งสำคัญก็คือ
>> ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งครับ
>> เจ้าตัวก็ต้องรับฟังความเป็นห่วงของพ่อแม่
>> เพราะมุมมองของตนนั้นมีอคติ
>> (ความชอบ)
>> จึงอาจมองข้ามประเด็นบางประเด็นที่สำคัญ
>> เช่น ความมั่นคง
>> หรืออนาคต ไป
>>
>> ในทางกลับกัน
>> พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจครับ
>> ว่า
>> ลูกจะต้องอยู่กับตัวเลือกที่ตัดสินใจไปตลอดชีวิตของลูก
>> (ยกเว้นจะหาโอกาส second
>> chance ให้กับตัวเองได้)
>> ในขณะที่พ่อแม่ส่วนใหญ่คงจะไม่ได้มีโอกาสอยู่กับการตัดสินใจนั้นเคียงบ่าเคียงไหล่ลูกไปตลอด
>> ดังนั้น
>> จึงควรเข้าใจเหตุผลของลูก
>> เข้าใจว่าความชอบ
>> ก็เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่ง
>> และพยายามแสดงออกควงห่วงใยของตนเองให้ชัดเจน
>> (เช่น
>> ห่วงเรื่องความมั่นคง
>> ก็บอกไปตรงๆ)
>> เพื่อที่ลูกจะได้รับฟังจากอีกหนึ่งมุมมอง
>> และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่แวดล้อมรอบด้านมากขึ้น
>> (informed decision)
>> ที่สำคัญที่สุด
>> พ่อแม่ต้องเคารพว่านี่คือการตัดสินใจของลูก
>> พ่อแม่มีสิทธิ
>> (และหน้าที่)
>> ให้มุมมองและความเห็นส่วนตัว
>> แต่สุดท้ายลูกตัดสินใจอย่างไร
>> ก็ต้องยอมรับ
>> และพร้อมสนับสนุนครับ
>> แม้ในภายหลัง
>> หากลูกค้นพบว่าการตัดสินใจดังกล่าวนั้นตัดสินใจผิด
>> ก็จะโทษใครไม่ได้
>> และก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของตัวเอง
>> ยังดีกว่าหากลูกเลือกตัดสินใจตามพ่อแม่แล้วเกิดภายหลังไม่ชอบ
>> ลูกจะไม่ยอมรับว่านี่คือทางที่ตัวเองเลือก
>> แต่จะโทษว่าเป็นทางที่พ่อแม่อยากให้เลือก
>> ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ตามมา
>> หรือไม่เช่นนั้นลูกก็จะอยู่กับความคิดที่ว่า
>> what if...ไปตลอดชีวิต
>>
>> สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำใจให้ได้
>> คือ ลูก
>> เป็นตัวของตัวเองแล้ว
>> พ่อแม่ต้องปล่อยให้ลูกบินไปอย่างอิสระครับ
>> อย่าเอากรอบความคิดหรือความคาดหวังของตนมาเป็นกรงขังไม่ให้ลูกบินไปผจญโลกกว้าง
>>
>> สองย่อหน้าที่ผ่านมา
>> มีประโยชน์ในกรณีอื่นๆ
>> ด้วย เช่น
>> กรณีเอ็นทรานซ์
>> ที่หลายครอบครัวเจอปัญหานี้
>>
>> สำหรับกรณีของหมอที่เลือกที่จะเป็นหมอที่ไม่รักษาคนไข้นั้น
>> ประเด็นที่จะปรับความคาดหวังของพ่อแม่ได้มีดังนี้ครับ
>> -
>> กรณีพ่อแม่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่ทางบ้านภูมิใจ
>> ก็อาจจะตอบได้ว่า
>> ถึงแม้จะไม่ได้รักษาคนไข้
>> แต่ก็เป็นหมอ
>> (หรือแม้กระทั่งเป็นคนธรรมดา)
>> ที่พ่อแม่ภูมิใจได้ครับ
>> หากพ่อแม่อยากให้รักษาคนไข้เพราะจะได้ภูมิใจและพูดกับคนอื่นได้
>> แสดงว่าพ่อแม่กำลังห่วงหน้าตัวเองมากกว่าห่วงลูก
>> (แม้ลูกอาจจะไม่เหมาะที่จะตอบแบบนี้ตรงๆ
>> แต่ผมถือโอกาสที่พ่อแม่หลายท่านอาจจะได้อ่านในที่นี้บอกตรงๆ
>> ละกันครับ)
>>
>> -
>> กรณีพ่อแม่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่พึ่งพาได้ยามป่วยไข้
>> ก็ตอบได้ว่า
>> ไม่ว่าจะเป็นหมอสาขาไหน
>> หรือทำงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลโดยตรง
>> แต่ก็ยังเป็นหมอครับ
>> ดังนั้น
>> ในกรณีของผม
>> จึงไม่ใช่ ผู้ที่
>> "จบหมอแต่ไม่ได้เป็นหมอ"
>> อย่างที่เพื่อนผมหลายคนพูดถึงผม
>> แต่เป็น
>> "หมอที่ไม่ได้รักษาคนไข้"
>> เพราะจนกว่าผมจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกแพทยสภาด้วยเหตุอื่น
>> ผมยังเป็นหมอครับ
>> และความรู้ตั้งแต่สมัยเรียนหมอ
>> ก็ยังคงติดตัวอยู่บ้าง
>> แม้อาจจะลืมในรายละเอียด
>> แต่เรื่องสำคัญๆ เช่น
>> หลักการปฐมพยาบาล
>> หลักการวินิจฉัยและรักษา
>> และการสื่อสารกับแพทย์ผู้รักษาให้เข้าใจ
>> ก็ยังคงติดตัวไป
>> และก็จะช่วยได้ในยามป่วยไข้อยู่ดีครับ
>>
>> -
>> กรณีพ่อแม่รู้สึกเสียดายที่เรียนหมอมาแล้วไม่ได้มีโอกาสใช้วิชาของตัวเอง
>> สิ่งที่ตอบได้ก็คือ
>> ไม่ว่าจะทำงานสาขาใด
>> หากยังได้ทำงานด้านการแพทย์หรือสาธารณสุข
>> ก็จะส่งผลดีต่อคนไข้หรือประชาชนอยู่ดีครับ
>> บางคนจะถามผมว่า
>> ไม่เสียดายที่เรียนหมอมาหรือ
>> อุตส่าห์เรียนมาแทบตาย
>> ไม่ได้มีโอกาสใช้วิชาที่เรียนมาในการดูแลคนไข้
>> ผมก็ตอบไปว่า
>> สิ่งที่ผมเรียนตอนเรียนแพทย์
>> ก็ยังเป็นประโยชน์ในงานของผมอยู่
>> และงานของผม
>> แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคนไข้แต่ละคนโดยตรง
>> แต่ก็มีผลต่อกระบวนการดูแลคนไข้
>> ถ้าผมทำหน้าที่ของผมดี
>> คุณภาพการรักษาก็ดีขึ้น
>> สุขภาพของประชาชนก็ดีขึ้น
>> กลับจะได้ประโยชน์ในวงกว้างขึ้นอีก
>> และที่สำคัญ
>> งานที่ผมทำ
>> คนที่ไม่เป็นหมออาจจะทำได้ไม่ดีเท่า
>> เพราะเขาไม่เข้าใจวิธีคิดของหมอเท่ากับผม
>> ไม่เข้าใจกระบวนการทางการแพทย์เท่ากับผม
>> อย่างไรก็ตาม
>> ผมเองก็อาจจะทำงานบางอย่างไม่ดีเท่าคนที่จบสาขาอื่น
>> เช่น computer science
>> และโดยการทำงานร่วมกันมากกว่าที่จะมาเถียงว่านี่เป็นงานของหมอหรืองานของคนอื่น
>> ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในงานและส่งผลต่อคนไข้ได้ครับ
>>
>> ตอบประเด็นสุดท้ายของแม่เยาว์ครับ
>> กระแสนิยม
>> เข้ามามีผลประกอบการตัดสินใจบ้าง
>> (เพราะบางสาขาจะแย่งกันเรียนแทบตาย
>> แต่บางสาขาแทบไม่มีคนเลือก)
>> แต่โดยมากจะไม่ใช่เหตุผลหลักหรือเหตุผลเดียวครับ
>> ส่วนใหญ่จะอาศัยความชอบ
>> ความถนัด
>> ปัจจัยด้านการเงินหรือโอกาสทางวิชาชีพ
>> มากกว่า
>> และกระแสนิยมมักจะเป็นผลของปัจจัยทางการเงินหรือโดยลักษณะของสาขานั้นๆ
>> (เช่น
>> บางสาขาทำเงินดีกว่า)
>> มากกว่าที่จะเป็นเหตุครับ
>> ซึ่งต่างจากการตัดสินใจเลือกเอ็นทรานซ์
>> ซึ่งกระแสนิยมและความเห็นของเพื่อน
>> มีผลมากกว่า
>> ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะวุฒิภาวะ
>> และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทัศนคติ
>> มุมมอง และ priority
>> ของเด็กกับคนที่จะจบออกไปทำงาน
>> แตกต่างกันครับ
>>
>> เป็น e-mail
>> ที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา
>> เพราะเจตนาเล่าชีวประวัติของตัวเองด้วย
>> (ซึ่งผมเชื่อว่ามีเกร็ดที่เอาไปใช้ได้บ้าง
>> และไม่ได้มีเจตนาจะคุยโวเรื่องตัวเองนะครับ
>> แม้จริงๆ
>> อยากจะเล่าให้ฟังอยู่ดีเพราะคิดว่าคงจะน่าสนใจไม่น้อย..)
>> หวังว่าจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างที่ผมเล่ามากับประเด็นที่อาจเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ
>> หากความเห็นของผมจะทำให้พ่อแม่หรือว่าที่พ่อแม่สักคู่หนึ่งเปิดมุมมองและเข้าใจ
>> dynamics
>> ของการตัดสินใจอนาคตชีวิตลูกมากขึ้น
>> เมล์ฉบับนี้ก็ประสบความสำเร็ยแล้วล่ะครับ
>>
>>
>> นวนรรน
>>
>>
>> Yaowadee Sai-aram wrote:
>>>  
>>> สวัสดีค่ะ  ชาวกมท.
>>>  
>>>
>> ได้อ่านเมล์หมอนรรนแล้วก็ปลื้มแทนพ่อโรจน์แม่นวลน้อย
>>> มีปนอิจฉาเล็กเล็ก
>> ที่เวลาล่วงไป
>> ลูกชายวัย 15 วันโน้น
>> เติบโตมาอย่างน่าภูมิใจในครอบครัวธีระอัมพรพันธ์
>>>  
>>>
>> วันนี้ไม่คุยการเมืองแน่นอน
>> จะขอคุยการหมอ อิอิ
>> ลูกสาวเพื่อนเป็นหมอเรียนโครงการแพทย์ชนบทมหิดล
>> จบมาก็ทำงานใช้ทุนในรพ.ชุมชนครบเมษานี้
>> กำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง
>>>  
>>>
>> คุณหมอลูกเพื่อนนี่ก็เรียนเก่งเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
>> เลือกที่จะเรียนแพทย์รังสี
>> แต่ไม่มีค่อยทุนทางนี้จากรพ.
>>> ส่วนมาก
>> มีทุนทางอายุรกรรม
>> สูตินารี เด็ก
>> แต่เขาไม่ชอบ
>>> โดยให้เหตุ
>> ผลว่าไม่ค่อยอยากทำงานกับคน
>> ไม่ชอบตรวจ
>>>  
>>>
>> ดังนั้นคงต้องลาออกจากราชการ
>> แม่ก็เสียดาย
>> มาบ่นกะเรา
>> ก็พยายามโน้มน้าวลูก
>> แต่แล้วก็บอกว่าชีวิตเป็นของเขานะ
>> ในที่สุดก็ต้องทำใจยอมรับกับการตัดสินใจของลูก
>>>  
>>>
>> ประสาไม่ค่อยรู้เรื่องในแวดวงหมอ
>> เห็นว่าในนี้มีอยู่หมอหลายหมอ
>>> ก็เลยอยากรู้ว่า
>> การเลือกเฉพาะทางมีปัจจัยอะไรบ้าง
>>> ความชอบส่วนตัว 
>> กระแสนิยม?
>>>  
>>> แม่เยาว์
>>>
>> ไม่มีโอกาสเป็นแม่หมอ
>>
>>
>> _______________________________________________
>> Thai-l mailing list
>> Thai-l at thai-l.net
>> http://thai-l.net/mailman/listinfo/thai-l
> 



More information about the Thai-l mailing list