[TMG] Re: The patient ??

Thanit Hasadsri aathanit at yahoo.com
Sun Oct 12 14:50:27 ICT 2008


ครับ เข้าใจ แล้วครับ
เพราะ เป็นแค่ ความเข้าใจของคุณหมอเอง
ที่คิดว่า หมอสามารถปฏิเสธ ได้
เนื่องจากสิทธิของผู้ป่วย ไม่มีข้อยกเว้น
ให้หมอจะปฏิเสธการรักษา
ต่างกับที่ คุณหมอ ที่บอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ดังนี้
> จะเห็นว่ามีอีกหนึ่งกรณีที่แพทย์สามารถปฏิเสธการรักษาได้
>คือ
> กรณีคนไข้ทั่วไป
> ไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉิน
> และแพทย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อ  2 เช่น

> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม

> เพราะไม่ใช่สาขาของตน

> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้

> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
 (เช่น

> รู้จักกับคนไข้บางคน

> และไม่อยากรักษาเอง

> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)

> อันนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ผิดครับ

> หากไม่ได้เกิดจากลัทธิการเมืองหรือปัจจัยอื่นๆ ข้างบน

> (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)

--- On Sat, 10/11/08, Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com> wrote:

> From: Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com>
> Subject: Re: The patient ??
> To: aathanit at yahoo.com
> Cc: "Thai Mailing Group" <thai-l at thai-l.net>
> Date: Saturday, October 11, 2008, 11:29 PM
> เปล่าครับ จริงๆ
> ผมกำลังพูดถึงตัวกฎหมาย
> 2 ฉบับ
> ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง
> 
> ตอนที่เราพูดกับถึงเรื่องสิทธิผู้ป่วย
> ซึ่งได้มีการเขียนไว้ในประกาศที่ออกตามความใน
> พรบ.สถานพยาบาล
> จึงต้องอาศัยนิยามของคำว่า
> "ผู้ป่วย" ตาม
> พรบ.สถานพยาบาล
> ซึ่งหมายถึงผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล
> ครับ ดังนั้น
> ผมยังยืนยันครับว่า
> สิทธิของผู้ป่วยทั้ง 10
> ข้อ
> เป็นสิทธิของผู้ป่วยทุกคน
> และคำว่าผู้ป่วยในที่นี้หมายถึงผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล
> แค่นั้นจริงๆ ครับ
> 
> ส่วนที่ผมยก
> พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน
> ขึ้นมานั้น
> เพราะเรากำลังคุยกันเรื่องปฏิเสธการรักษากรณีผู้บาดเจ็บ
> กฎหมายนี้จึงเกี่ยวข้องด้วย
> และบังเอิญมีบทบัญญัติที่ห้ามปฏิเสธการรักษาด้วย
> (แต่เน้นเรื่อง insurance
> เป็นหลัก)
> รวมทั้งมีนิยามของคำว่าผู้ป่วยฉุกเฉินไว้
> กฎหมายนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิผู้ป่วย
> 10
> ข้อนั้นโดยตรงครับ
> แต่เนื่องจากมี overlap
> ในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน
> ผมจึงพูดขึ้นมา
> 
> นวนรรน
> 
> Thanit Hasadsri wrote:
> > ขอบคุณครับ
> >
> ก็เป็นดังที่ผมสงสัยว่่า
> คำว่า ผู้ป่วย
> ไม่น่าจะหมายถึง
> >>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล
> > แค่นั้น
> >
> เรื่องผู้ป่วยฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉินนั้นนั้น
> ผมคิดว่า 
> >
> หมอเกือบทุกคนก็คงอยากช่วยกันทั้งนั้น
> > ที่น่าแปลก คือ ใน
> คลฟน และ
> ที่โรงพยาบาลผม
> > ไม่บังคับว่า หมอ
> ต้องมีประกาศนีบัตร
> การช่วยชีวิตเบื้องต้น
> > (BLS/CPR Basic Life Support, Cardio Pulmonary
> Resuscitation)
> >
> ที่ต้องใช้เวลาเรียนเวลาฝีก
> 4.5 ชม ทุก ๒ ปี
> > แต่ผมชอบ ก็มีหมด
> รวมทั้ง ACLS (Advanced Cardiac Life Support)
> >
> ที่ต้องใช้เวลาเรียนเวลาฝีก
> 8-10 ชม ทุก ๒ ปี
> > โชคดี
> ที่ยังไม่ต้องใช้ในร้าน
> > มีครั้งหนึ่ง ฉีดยา
> Kenalog แก้แพ้
> > คนไข้เกิดผื่น
> ระหว่างขับรถกลับบ้าน
> ก็ย้อนกลับมาที่ร้าน
> > แล้วตกเก้าอี้
> หมดสติ
> ทำท่าจะหยุดหายใจ
> > ผมรีบให้ Oxygen ฉีด Epinephrine,
> Benadryl
> > เขาก็ฟื้นขึ้นมา
> ผมก็เรียกรถพยาบาล
> ส่งห้องฉุกเฉินสัก ชม
> > เขาก็กลับบ้านได้
> > 
> > 
> > --- On Sat, 10/11/08, Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> > 
> >> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com>
> >> Subject: Re: Who is the patient ??
> >> To: aathanit at yahoo.com
> >> Cc: "Thai Mailing Group"
> <thai-l at thai-l.net>
> >> Date: Saturday, October 11, 2008, 6:33 PM
> >> แก้ไขอีกนิดครับ
> >>
> พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน
> >> พ.ศ. 2551 ไม่ใช่ 2550
> >>
> >> ลืมแนบ URL อีกและ.. :-P
> >> นี่ครับ
> >>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/044/1.PDF
> >>
> >> นวนรรน
> >>
> >> Nawanan Theera-Ampornpunt wrote:
> >>> โทษทีครับ
> >> ลืมอ้างอิง URL ของ
> >> พรบ.สถานพยาบาล
> >>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2541/A/015/32.PDF
> >>> จะเห็นบทนิยาม
> >> "ผู้่ป่วย"
> ไว้ครับ
> >>> ถูกต้องครับว่า
> >> ผู้ป่วย ในที่นี้
> >>
> ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนเจ็บป่วย
> >> ดังนั้น
> >>
> คนปกติธรรมดาที่มาขอตรวจร่างกาย
> >>
> หรือคนท้องที่มาตรวจครรภ์
> >>
> ก็ถือว่าเป็นผู้ป่วยในความหมายนี้ครับ
> >>
> และก็ถือว่ามีสิทธิที่ประกาศรับรอง
> >> 10 ข้อนั้นครับ
> >>>
> >>
> แต่ถ้าคุณหมออ่านสิทธิของผู้ป่วย
> >> 10
> ข้อนั้นให้ละเอียด
> >>
> จะเห็นว่าห้ามหมอเลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างด้านฐานะ
> >> เชื้อชาติ สัญชาติ
> >> ศาสนา สังคม
> >>> ลัทธิการเมือง
> เพศ
> >> อายุ
> >>
> และลักษณะของความเจ็บป่วย
> >>
> และห้ามปฏิเสธคนไข้ฉุกเฉินมีภยันตรายแก่ชีวิตครับ
> >> ดังนั้น
> >>
> ถ้าคนไข้เจ็บป่วยทั่วไปไม่ฉุกเฉิน
> >>
> และปฏิเสธเพราะความพร้อมของตนหรือคลินิกของตน
> >>
> หรือเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว
> >>
> ไม่มีสิทธิของผู้ป่วยประกาศรับรองไว้
> >>
> จึงต้องตีความว่าหมอมีสิทธิปฏิเสธในกรณีนี้ครับ
> >>>
> >>
> มีกฎหมายอีกตัวที่ผมลืมพูดถึงครับ
> >> คือ
> >>
> พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน
> >> พ.ศ. 2550
> >>
> ซึ่งพึ่งออกมาไม่นาน
> >>> "มาตรา ๒๘
> >>
> เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน
> >>
> ให้หน่วยปฏิบัติการ
> >>> สถานพยาบาล
> >> และผู้ปฏิบัติการ
> >>
> ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน
> >>
> ตามหลักการดังต่อไปนี้
> >>> (๑)
> >>
> ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉินและจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉิน
> >>
> ตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์ฉุกเฉิน
> >>> (๒)
> >>
> ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินจนเต็มขีดความสามารถของหน่วย
> >>
> ปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ
> >>
> เว้นแต่มีแพทย์ให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
> >>
> จะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น
> >>> (๓)
> >>
> การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้
> >>>
> ทางการแพทย์ฉุกเฉิน
> >>
> โดยมิให้นำสิทธิการประกัน
> >>
> การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล
> >> หรือความสามารถ
> >>
> ในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใด
> >> ๆ
> >>
> มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับ
> >>
> การปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที
> >>>
> >>
> หน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลผู้ปฏิบัติการให้ดำเนินการปฏิบัติการ
> >>
> ฉุกเฉินเป็นไปตามหลักการตามวรรคหนึ่ง"
> >>>
> >>
> และได้นิยามคำว่าผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ว่า
> >>
> "“ผู้ป่วยฉุกเฉิน”
> >> หมายความว่า
> >>
> บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน
> >>
> ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ
> >>
> จำเป็นต้องได้รับการประเมิน
> >>> การจัดการ
> >>>
> >>
> และการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บ
> >>
> หรืออาการป่วยนั้น"
> >>>
> >>> ดังนั้น
> >>
> นอกเหนือจากที่เราคุยกันแล้ว
> >> หากคนไข้ถือเป็น
> >> ผู้ป่วยฉุกเฉิน
> คือ 1)
> >> ป่วยกะทันหัน 2)
> >>
> รุนแรงถึงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ
> >> และ 3)
> >>
> จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความรุนแรง
> >>>
> >>
> แพทย์ก็จะปฏิเสธการรักษาไม่ได้
> >> (ไม่ว่าด้วยเหตุใด
> >> ตามมาตรา 28(3))
> >> ยกเว้นว่าจะ refer
> >>
> ผู้ป่วยโดยแพทย์เห็นว่าการ
> >> refer
> >>
> จะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วย
> >> (ตามมาตรา
> >>> 28(2)) ครับ
> >>>
> >>>
> >>> นวนรรน
> >>>
> >>> Thanit Hasadsri wrote:
> >>
> ถ้าเป็นจริงอย่างที่คุณหมอนรรณว่า....
> >>
> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม
> >>
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> >>
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> >>
> ก็ค่อยยังชัีวหน่อย
> >>>>
> แต่ตามตัวหนังสือ
> >> ที่คุณหมอบอกว่า..
> >>
> แต่มีการนิยามไว้ใน
> >> พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.
> 2541
> >> ว่า ""ผู้ป่วย"
> >> หมายความว่า
> >>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล.......
> >>>> ก็น่าจะหมายถึง
> >>
> เพียงแต่ใครมาขอให้รักษา
> >>>> เขาก็มีสิทธิ
> >> เป็นผู้ป่วย แล้ว
> >>>> แต่ตาม URL
> >> ที่คุณหมอบอกมา
> >>
> ผมหาคำจำกัดความนี้ไม่พบ
> >>>> พบแต่
> >>
> คำจำกัดความของคำว่า
> >>>> สถานพยาบาล
> >>
> ที่รวมทั้งคลินิกส่วนตัวด้วย
> >>>> ช่วยหา URL
> >> คำจำกัดความ
> >> "ผู้ป่วย"
> >>>>
> ให้ใหม่ด้วยครับ
> >>>>
> >>>> สำหรับ ใน อมก 
> >>>> ถ้าพอเขาเป็น
> >> คนไข้ ของใคร
> ที่ไหน
> >> แล้ว
> >>>> จะปฎิเสธ ว่า 
> >>>>> คิวเต็ม
> >>>>>
> >>
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> >>
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> >>
> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
> >>>>> (เช่น
> >>>>>
> >>
> รู้จักกับคนไข้บางคน
> >>
> และไม่อยากรักษาเอง
> >>
> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)
> >>>> ไม่ได้
> >>>> ต้องหาหมอ หรือ
> >> สถานที่แห่งใหม่
> >> ให้เขา
> >>>> แต่ตราบใด
> >> ที่ยังไม่ได้เป็น
> >> คนไข้ ของใคร
> ที่ไหน
> >>
> ผู้ให้หรือสถานที่บริการ
> >>>> มีสิทธิ
> >>
> ที่จะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้
> >>
> รัฐบาลกลางจึงต้องไปออกกฏบังคับ
> >> ห้องฉุกเฉิน 
> >>>> ที่เรียกกันว่า
> EMTALA
> >>>>
> >>
> ถ้าใครไปที่ห้องฉุกเฉิน
> >> ต้องมีหมอตรวจ
> >>>> มิฉะนั้น รพ.
> >>
> จะไม่ได้เงินสนับสนุน
> >>>> คนไข้ก็เลยไปรอ
> >> ที่ห้องฉุกเฉิน
> มาก
> >>>> พยาบาลดูก่อน
> >>
> ใครไม่เป็นอะไรมาก
> >>>> ก็รอไป
> >> รอไม่ได้ก็กลับ
> >>>> ถ้าหนัก
> >> ก็รับเข้ารักษา ใน
> รพ
> >>>> แต่ก่อน รพ ผม
> >>
> พวกผมซึ่งทำงานส่วนตัวต้องอยู่เวร
> >>>> ดูแลคนไข้
> >> ที่รับเข้า รพ
> >>
> แล้วไม่มีหมอประจำตัว
> >>>> ทาง รพ
> >> จ่ายค่าอยู่เวร
> >>
> แล้วเราก็คิดเงินกับคนไข้ได้อีกด้วย
> >>>> เมื่อราว ๑๐ ปี
> >> มาแล้ว ชายกลางคน
> >> สุขภาพดี แต่เป็น
> >> ปอดบวม
> >>>> หมอห้องฉุกเฉิน
> >> รับเข้ารักษา ใน รพ
> 
> >>>> ผมอยู่เวร
> >> ก็เป็นคนไข้ของผม
> >>>> อยู่ได้
> วันหนึ่ง
> >> ทรุดหนัก
> ผมย้ายเข้า ICU
> >>
> มีหมอห้องฉุกเฉินช่วย
> >> โทรตาม
> ผู้เชี่ยวชาญ ICU
> >> ยังไปไม่ถึง
> >>
> คนไข้หัวใจเต้นผิดปกติ
> >> แล้วหยุด
> แก้ไม่ได้
> >>>> ผมคิดว่า
> >> คงถูกฟ้องแน่
> >> แต่ก็รอดตัว ครับ
> >>>>
> >>>>
> >>>>
> >>>> --- On Sat, 10/11/08, Nawanan
> Theera-Ampornpunt
> >> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> >>>>> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
> >> <nawanan.rama at gmail.com>
> >>>>> Subject: Re: Thai Patient & US
> Patient
> >>>>> To: aathanit at yahoo.com
> >>>>> Cc: "Thai Mailing Group"
> >> <thai-l at thai-l.net>
> >>>>> Date: Saturday, October 11, 2008,
> 10:50 AM
> >>>>>
> >>
> แต่สิทธิของคนไข้ไทยที่จะไม่ถูกปฏิเสธการรักษานั้น
> >>>>> มีเพียง 2
> >> กรณีครับ
> >>>>> 1.
> >>>>>
> >>
> คนไข้มีอันตรายแก่ชีวิต
> >>
> มีสิทธิได้รับการรักษาจากแพทย์โดยไม่ได้รับการปฏิเสธ
> >>>>> 2.
> >>>>>
> >>
> คนไข้มีสิทธิได้รับการรักษาโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ
> >>>>> เชื้อชาติ
> >>>>> สัญชาติ ศาสนา
> >> สังคม
> >>>>>
> ลัทธิการเมือง
> >> เพศ
> >>>>> อายุ
> >>>>>
> >>
> และลักษณะของความเจ็บป่วย
> >>>>>
> ถ้าสังเกตดูดีๆ
> >>>>>
> >>
> จะเห็นว่ามีอีกหนึ่งกรณีที่แพทย์สามารถปฏิเสธการรักษาได้
> >>>>> คือ
> >> กรณีคนไข้ทั่วไป
> >>
> ไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉิน
> >>
> และแพทย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อ
> >>>>> 2 เช่น
> >>>>>
> >>
> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม
> >>
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> >>
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> >>
> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
> >>>>> (เช่น
> >>>>>
> >>
> รู้จักกับคนไข้บางคน
> >>
> และไม่อยากรักษาเอง
> >>
> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)
> >>
> อันนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ผิดครับ
> >>
> หากไม่ได้เกิดจากลัทธิการเมืองหรือปัจจัยอื่นๆ
> >>>>> ข้างบน
> >>>>>
> >>
> (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
> >>>>>
> >>
> เรื่องที่ไม่ยอมช่วยคนเจ็บแล้วผิดกฎหมายนั้น
> >>
> คงเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมของอเมริกากับเมืองไทยครับ
> >>>>>
> เพราะอเมริกาจะ
> >>>>> individualistic
> >> มากกว่าทีเดียว
> >>
> ในขณะที่ของเมืองไทย
> >>
> เน้นว่าต้องช่วยเหลือกัน
> >>>>>
> >>
> แต่อันนี้ก็เป็นเพียงกฎหมายที่เขียนขึ้นเป็นตัวหนังสือครับ
> >>>>>
> ในความเป็นจริง
> >>>>>
> สังคมปัจจุบัน
> >>>>>
> จะหาคนช่วยลำบาก
> >>>>>
> >>
> และก็มีหมอไม่น้อยที่พอเจอเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว
> >> ไม่ได้เข้าไปช่วย
> >>
> เพราะไม่อยากแส่หาเรื่องใส่ตัวครับ
> >>>>> นวนรรน
> >>>>>
> >>>>> Thanit Hasadsri wrote:
> >>>>>> ขอบคุณ ครับ 
> >>>>>> อ่านดูแล้ว
> >>>>> ผู้ป่วยไทย
> >>>>> มีสิทธิมาก
> >>>>>> เพราะ ใน อมก
> >> จะเป็น
> >>>>> ผู้ป่วย
> >> ก็ต่อเมื่อ
> >>>>>> หมอ
> ยอมรับเขาี
> >>>>> ่จะรักษาเขา
> >>>>>
> เป็นคนไข้ของหมอ
> >>>>>> ไม่ใช่
> >> เพียงแค่ >
> >>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล"
> >>>>>> แต่หมอ ใน
> อมก
> >>>>>
> มีความรับผิดชอบ
> >>>>> มากกว่าไทย
> >>>>>> ตรงที่ว่า
> >>
> ถ้าคนไข้ไปรักษาที่คลินิก
> >> หมอต้องรับผิดชอบ
> >>>>> ทุกวัน ตลอด ๒๔
> ชม
> >>>>>> ถ้าไม่อยู่
> >>
> ก็ต้องมอบหมายให้หมอคนอื่น
> >>>>>>
> รับผิดชอบแทน
> >>>>>> ส่วน มาตรา 374,
> 307
> >> นั้น
> >>
> หมอไทยโดนหนักกว่า
> >>>>>> เพราะ อมก
> >>
> ไม่มีกฏหมายแบบนี้
> >>>>>>
> ดังนั้นไม่ว่า
> >>>>>
> คนธรรมดาหรือหมอ
> >>>>> ในอเมริกา
> >>>>>> ไม่ต้องทำ
> >>>>> ไม่ต้องช่วย
> >> ก็ได้
> >>>>>>
> ไม่ผิดกฏหมาย
> >>>>>
> ไม่ผิดจริยธรรม
> >> ในทางตรงกันข้าม 
> >>>>>> รัฐต่างๆ
> >>>>> มีกฏหมายว่า
> >>>>>
> >> ถ้าใครไปช่วยแล้ว
> >>
> จะมาฟ้องร้องเอาผิดคนช่วยไม่ได้
> >>>>> ครับ
> >>>>>>
> >>>>>>
> >>>>>> --- On Sat, 10/11/08, Nawanan
> >> Theera-Ampornpunt
> >>>>> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> >>>>>>> From: Nawanan
> Theera-Ampornpunt
> >>>>> <nawanan.rama at gmail.com>
> >>>>>>> Subject: [TMG] Re: Thai
> Patient's
> >> Rights
> >>>>>>> To: "Thanit HAS"
> >>>>> <tpaa1 at hotmail.com>
> >>>>>>> Cc: "Thai Mailing
> Group"
> >>>>> <thai-l at thai-l.net>
> >>>>>>> Date: Saturday, October 11,
> 2008,
> >> 12:20 AM
> >>
> เรื่องคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> (ดูรายละเอียดได้ที่
> >>>>>>>
> http://www.tmc.or.th/privilege.php)
> >> นั้น
> >>
> คุณหมอเข้าใจถูกต้องครับโดยตัวของมันเองว่าไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย
> >>
> แต่เป็นประกาศที่จัดทำขึ้นร่วมกันโดยสภาวิชาชีพ
> >>>>>>> 4 สภา
> (แพทยสภา
> >>>>>>>
> สภาการพยาบาล
> >>>>>>>
> สภาเภสัชกรรม
> >>>>>>>
> ทันตแพทยสภา)
> >>>>>>>
> >>
> และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
> >>
> (ซึ่งควบคุมผู้ประกอบโรคศิลปะอื่นๆ
> >> ที่ไม่ใช่แพทย์
> >>>>>>> พยาบาล
> >> เภสัชกร
> >>>>>>>
> และทันตแพทย์)
> >>>>>>>
> >>
> ซึ่งเพียงแค่รับรองสิทธิที่ผู้ป่วยพึงมีและได้รับจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพครับ
> >>
> แต่โดยตัวมันเองไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมาย
> >>
> (แต่อ่านข้างล่างให้จบก่อนนะครับ)
> >>>>>>>
> อย่างไรก็ดี
> >>>>>>>
> >>
> เรื่องสิทธิผู้ป่วยนี้
> >>
> ได้มีการอ้างถึงในกฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามความในกฎหมาย
> >>>>>>> เช่น
> >>>>>>> -
> >>>>>>>
> >>
> ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
> >>>>>>> ฉบับที่ 3
> (พ.ศ.
> >> 2542)
> >>>>> เรื่อง
> >>>>>
> >>
> ชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาล
> >> การบริการอื่นๆ
> >>
> ของสถานพยาบาลและสิทธิของผู้ป่วยซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงตามมาตรา
> >>>>>>> 32 (3)
> >>>>>>>
> [ออกตามความใน
> >> พรบ.
> >>>>>>> สถานพยาบาล
> >>>>>>>
> >>
> เพื่อกำหนดให้สถานพยาบาลแสดงเรื่องสิทธิของผู้ป่วยไว้ให้ผู้ป่วยเห็น
> >>
> โดยมีรายละเอียดสิทธิของผู้ป่วยตรงกับคำประกาศของสภาวิชาชีพข้างต้น
> >> และถือเป็นการ educate
> >>
> ผู้ป่วยไปในตัวครับ]
> >>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2542/E/106/17.PDF
> >>>>>>> -
> >>>>>>>
> >>
> กฎกระทรวงว่าด้วยการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อสถานพยาบาล
> >>
> ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล
> >>
> อัตราค่ารักษาพยาบาล
> >>
> ค่าบริการและสิทธิของผู้ป่วย
> >>>>>>> พ.ศ. 2545
> >>>>>>>
> [ออกตามความใน
> >>>>>>>
> >> พรบ.สถานพยาบาล
> >>
> ซึ่งไม่ได้กล่าวรายละเอียดสิทธิของผู้ป่วยซ้ำ
> >>
> แต่เป็นการบัญญัติรายละเอียดว่าจะต้องแสดงในสถานพยาบาลอย่างไรครับ]
> >>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00099804.PDF
> >>
> ผมไม่ได้ใช้เวลาตรวจสอบดูว่ากฎกระทรวงและประกาศดังกล่าวยังบังคับใช้อยู่หรือไม่
> >>
> หรือถูกยกเลิกหรือแก้ไขแล้วหรือไม่ครับ
> >>
> แต่เชื่อว่าหากมีการยกเลิกหรือแก้ไข
> >>
> ฉบับใหม่ก็คงจะคงหลักการเดิมไว้ครับ
> >> แต่อย่างไรก็ตาม
> >>
> กฎกระทรวงและประกาศข้างต้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะบังคับใช้และปกป้องสิทธิของผู้ป่วยโดยตรงครับ
> >>
> แต่หากดูในประกาศของสภาวิชาชีพในเรื่องจริยธรรม
> >>
> ก็จะพบข้อความที่คล้ายคลึงกันกับคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยบางข้อที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง
> >>
> โดยประกาศไว้เป็นข้อกำหนดว่า
> >>
> ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องปฏิบัติตามครับ
> >>>>>>> ดังนั้น
> >> ในกรณีนี้
> >>
> จึงถือเป็นประกาศของสภาวิชาชีพที่อาศัยอำนาจตามความในกฎหมายเพื่อควบคุมดูแลจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ
> >>
> และมีผลบังคับใช้ในด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>
> ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพโดยตรงที่กฎหมายให้อำนาจไว้ครับ
> >> ตัวอย่างดูที่
> >> ข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>>>> พ.ศ. 2549
> >>>>>>>
> >>
> (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2549/E/115/20.PDF)
> >>
> ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>>>> (ฉบับที่ 2)
> >>>>>>> พ.ศ. 2550
> >>>>>>>
> >>
> (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/E/027/33.PDF)
> >>>>>>> ครับ
> >> (สังเกตข้อ 7, 27,
> >>>>> 28)
> >>>>>
> >>
> ผมไม่ได้ค้นของสภาวิชาชีพอื่นๆ
> >>
> แต่เชื่อว่าน่าจะคล้ายคลึงกันครับ
> >>
> เรื่องคำจำกัดความของคำว่าผู้ป่วย
> >>
> ไม่มีการบัญญัติไว้ในคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> พรบ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
> >> ข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> หรือกฎกระทรวงหรือประกาศที่ผมยกมาครับ
> >>
> แต่มีการนิยามไว้ใน
> >> พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.
> >>>>> 2541
> >>>>>>> ว่า
> >> ""ผู้ป่วย"
> >>>>>>>
> หมายความว่า
> >>>>>>>
> >>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล"
> >>
> และโดยที่ประกาศที่ผมยกมาข้างต้น
> >>
> ซึ่งได้กำหนดให้สถานพยาบาลต้องแสดงสิทธิของผู้ป่วยไว้ให้ผู้ป่วยเห็น
> >>>>>>>
> ออกตามความใน
> >>>>>>>
> >> พรบ.สถานพยาบาล
> >> จึงต้องถือว่า
> >> คำนิยามของคำว่า
> >>>>>>> ผู้ป่วย
> >>>>>>>
> >>
> ในบริบทของสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> จะต้องอาศัยนิยามตาม
> >>>>>>> พรบ.
> >> สถานพยาบาล
> >>>>>>> มาใช้ครับ
> >>>>>>>
> >>>>>>>
> >>
> เรื่องประมวลกฎหมายอาญานั้น
> >>
> ถูกต้องครับที่ว่าคนธรรมดาก็มีหน้าที่นี้เช่นกัน
> >>>>>>>
> แต่แพทย์จะมี
> >>>>>>> standard
> >>>>>>>
> >>
> ที่กฎหมายคาดหวังไว้เหนือกว่าครับ
> >>
> เพราะตามตัวบทของมาตรา
> >>>>>>> 374 เขียนว่า
> >>>>>>>
> >>
> "ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น
> >>
> แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น"
> >>>>>>> เช่น
> >>>>>>>
> >>
> ถ้าเราเห็นคนตกน้ำ
> >>
> แล้วไม่ได้กระโดดลงไปช่วยเพราะกลัวจมตามไปด้วย
> >>
> อันนี้กฎหมายเอาเราผิดไม่ได้ครับ
> >> ในทำนองเดียวกัน
> >>
> เกิดมีคนหัวใจหยุดเต้นกลางสาธารณะ
> >>
> แล้วคนทั่วไปไปเจอเข้า
> >>
> ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
> >> เลยไม่ได้ช่วย
> >> หากพิสูจน์ได้ว่า
> >>>>> ตน
> >>>>>
> >>
> "ไม่อาจช่วยได้"
> >>
> เพราะไม่มีความรู้ความสามารถพอ
> >>>>>>> ก็หลุดครับ
> >>>>>>>
> >>
> (แต่ก็ต้องดูว่าได้ช่วยตามวิสัยหรือไม่
> >>>>>>> เช่น
> >>>>>>>
> เรียกคนอื่น
> >>>>>>>
> >>
> หรือโทรแจ้งเจ้าหน้าที่)
> >> แต่กรณีของแพทย์
> >>
> หากเห็นคนหัวใจหยุดเต้น
> >>
> แล้วไม่ได้เข้าไปช่วย
> >>
> หากเขามาเจอทีหลังว่าเราเป็นหมอ
> >> แล้วไม่ยอมไปช่วย
> >>
> ทั้งที่เราช่วยได้
> >>>>>>> (เช่น
> เป็นหมอ
> >>>>> ก็ต้อง CPR
> >>>>>>>
> เบื้องต้นได้
> >>>>>>>
> >>
> ก็ถือว่าผิดกฎหมายครับ)
> >>>>>>>
> อย่างไรก็ตาม
> >>>>>>>
> >>
> ทุกวันนี้หมอส่วนใหญ่คงไม่กล้าที่จะ
> >>>>>>> mouth-to-mouth
> >> คือเป่าปาก
> >>
> เพราะเสี่ยงติดโรค
> >>
> ซึ่งหากพิสูจน์ได้ในเชิงความเสี่ยงต่อโรค
> >>>>>>> ก็จะเข้า
> clause
> >> ที่ว่า
> >>
> "กลัวอันตรายแก่ตนเอง"
> >>
> ก็น่าจะไม่ผิดครับ
> >>
> แต่คงจะเถียงเรื่องปฏิเสธ
> >>>>>>> chest compression
> >>>>>>>
> >>
> คือปั๊มหัวใจไม่ได้
> >>>>>>>
> โทษของมาตรา 374
> >> คือ
> >>
> จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
> >>
> หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
> >>
> หรือทั้งจำทั้งปรับ
> >>>>>>> ครับ
> >>>>>>>
> >>
> (http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=4&group=&lawCode=%BB06&linkID=headLaw)
> >> ในส่วนของมาตรา 307
> >>
> แม้จะไม่ได้หมายถึงแพทย์เท่านั้น
> >>
> แต่แพทย์ก็มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วยและอยู่ในสภาวะฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิตครับ
> >>
> (พรบ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>>>> พ.ศ. 2525 มาตรา
> 31
> >>>>>>>
> >>
> ประกอบกับข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>>>> พ.ศ. 2549 ข้อ 28)
> >> ดังนั้น
> >>>>>>> หากไม่ช่วย
> >>>>>>>
> >>
> ก็ถือว่าผิดทั้งจริยธรรม
> >>
> และประมวลกฎหมายอาญาครับ
> >>
> โทษของมาตรานี้คือ
> >>
> จำคุกไม่เกินสามปี
> >>
> หรือปรับไม่เกินหกพันบาท
> >>
> หรือทั้งจำทั้งปรับครับ
> >>
> (http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=4&group=&lawCode=%BB06&linkID=headLaw)
> >>>>>>> นวนรรน :-)
> >>>>>>>
> >>>>>>>
> >>>>>>> Thanit HAS wrote:
> >> ที่คุณหมอนรรน
> >>>>>>> ยกตัวอย่าง
> >>>>>>>
> >>
> ประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>>>>>> นั้น
> >> เป็นแค่คำประกาศ
> >>>>>>>
> ไม่ใช่กฎหมาย
> >>>>> ใช่ไหม
> >>>>>>> ครับ
> >>>>>>>
> >>
> แล้วมีการให้คำจำกัดความหรือเปล่าว่า
> >>>>>>>> คำว่า
> >> ผู้ป่วย
> >>>>>>> คืออะไร
> >>>>>>>> ถ้าแพทย์
> >> ไม่ทำ
> >>
> มีข้อลงโทษอย่างไร
> >> ประมวลกฎหมายอาญา
> >>>>>>>
> ที่ยกมานั้น
> >>>>>>>>  มาตรา 374, 307 
> >>>>> "ผู้ใด......
> >>>>>>>> ใช้คำว่า
> >> ผู้ใด 
> >>>>>>> จึงไม่ได้
> >>>>>>>
> >>
> หมายถึงเฉพาะแพทย์
> >>>>>>> แต่หมายถึง
> >>>>>>>
> >> คนธรรมดาทั่วไป
> >>>>> ด้วย
> >>>>>>> ใช่ไหม
> >>>>>>>> แล้ว
> มีโทษ
> >>>>> อะไรครับ
> >>
> ------------------------------------------------------------------------
> >>>>>>>>> Date: Thu, 9 Oct 2008
> 17:54:25
> >> -0500
> >>>>>>>>> From:
> nawanan.rama at gmail.com
> >>>>>>>>> To: thai-l at thai-l.net
> >>>>>>>>> Subject: Re: [TMG]
> more
> >> evidence on NBT
> >>>>> this
> >>>>>>> morning
> >>>>>>>>> ขอตอบใน
> argument
> >>>>>>> สุดท้าย
> >>>>>>>
> >>
> ในเรื่องที่แพทย์มีสิทธิไม่รักษาตำรวจหน่อยครับ
> >> จากข่าวที่อ่านมา
> >>
> ส่วนตัวผมคิดว่ารัฐบาลทำรุนแรงกว่าเหตุ
> >>
> และก็เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมพอที่พันธมิตรหรือประชาชนจะประท้วงพฤติกรรมของตำรวจและรัฐบาล
> >>
> (ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม)
> >>>>>>> ครับ
> >>>>>>>
> >>
> ประเด็นนี้ผมไม่เถียง
> >>
> แต่กรณีที่หมอเลือกไม่รักษานั้น
> >>>>>>>
> คนละกรณีครับ
> >>
> แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ
> >>
> จึงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และจริยธรรมของวิชาชีพครับ
> >>>>>>>>>
> แพทย์ทุกคน
> >>
> (อย่างน้อยก็ในเมืองไทยตอนที่ผมจบแพทย์)
> >>
> จะต้องให้สัตย์ที่เรียกว่า
> >>>>>>> Hippocratic
> >>>>>>>>> Oath
> ซึ่งเป็น
> >> oath
> >>>>>>>
> ที่เขียนโดย
> >> Hippocrates
> >>
> ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์
> >>
> และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าแพทย์ทุกคนจะต้องยึดถือครับ
> >> ตอนหนึ่งที่ใน
> >>>>> Hippocratic oath
> >>>>>
> ที่หมอต้องเคารพ
> >>>>>>> คือ
> >>>>>>>>> "I will prescribe
> >> regimens for the
> >>>>> good of my
> >>>>>>> patients according to my
> >>>>>>>>> ability and my
> judgment and
> >> never do harm
> >>>>> to
> >>>>>>> anyone.
> >>>>>>>>> To please no one will
> I
> >> prescribe a deadly
> >>>>> drug
> >>>>>>> nor give advice which
> >>>>>>>>> may cause his death.
> >>>>>>>>>
> >>>>>>>>> But I will preserve
> the purity
> >> of my life
> >>>>> and my
> >>>>>>> arts."
> >>
> และอีกตอนหนึ่งว่า
> >>>>>>> "keeping myself far from
> all
> >> intentional
> >>>>>>> ill-doing"
> >>>>>>>>> (ที่ผม quote
> มา
> >> เป็น
> >>>>>>> original Hippocratic oath
> >>>>>>>
> >>
> ซึ่งภายหลังได้มีการแก้ไขเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
> >>
> แต่ก็ยังคงความหมายเดิมไว้ครับ)
> >> ในประเทศไทย
> >>
> แพทยสภาและสภาวิชาชีพอื่นๆ
> >>>>>>> ทางสุขภาพ
> >>>>>>>
> >>
> ได้ร่วมกันออกคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทุกคนในเมืองไทยต้องยอมรับ
> >>
> ซึ่งข้อหนึ่งเขียนว่า
> >>
> "ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
> >>
> โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ
> >>>>>>> เชื้อชาติ
> >> ศาสนา
> >> ลัทธิการเมือง เพศ
> >>>>>>>>> อายุ
> >>
> และลักษณะของความเจ็บป่วย"
> >> และอีกข้อหนึ่ง
> >>
> "ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
> >>
> มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี
> >>
> โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่"
> >>
> และยังมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา
> >>>>>>> 2 ข้อ
> >>>>>>>
> >>
> ที่อาจเกี่ยวข้องกรณีที่ผู้บาดเจ็บมีอันตรายต่อชีวิตครับ
> >> ประมวลกฎหมายอาญา
> >>>>>>> มาตรา 374
> >>>>>>>
> >>
> "ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้
> >>
> โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น
> >>>>>>> แต่ไม่ช่วย
> >>>>>>>
> >> ตามความจำเป็น
> >> ต้องระวางโทษ..."
> >>>>>>>>>
> และมาตรา 307
> >>
> "ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญา
> >>
> ต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้
> >>>>>>> เพราะอายุ
> >> ความป่วยเจ็บ
> >>>>>>> กายพิการ
> >>>>>>>
> หรือจิตพิการ
> >>>>>>>
> >>
> ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสีย
> >>
> โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต
> >> ต้องระวางโทษ..."
> >> ในภาวะสงคราม
> >>
> ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปตามหลักมนุษยธรรมว่า
> >>>>>>> หน่วยแพทย์
> >>>>>>>
> >>
> เป็นหน่วยที่มีหน้าที่รักษาผู้บาดเจ็บ
> >>
> ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด
> >> โดยไม่เลือกข้าง
> >>
> และสิ่งนี้เองที่เป็นตัวปกป้องการทำหน้าที่ของหน่วยแพทย์จากการเป็นเป้าหมายการรบของทั้งสองฝ่ายครับ
> >>>>>>>>> ดังนั้น
> >>
> หากผู้บาดเจ็บมีภยันตรายถึงชีวิต
> >>
> แล้วแพทย์ปฏิเสธการรักษาทั้งที่ตนอยู่ในวิสัยที่ช่วยได้
> >>
> หรือเจตนาทำให้ผู้นั้นบาดเจ็บเพิ่มขึ้นหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต
> >>
> แพทย์ผู้นั้นทำผิดกฎหมายอาญา
> >>
> จริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>>>>>> และ Hippocratic oath
> >>>>>>>
> >>
> ที่ตนได้ให้สัตย์ไว้ครับ
> >>
> หากการบาดเจ็บไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
> >>
> หรือเป็นกรณีเจ็บป่วยทั่วไป
> >>
> แล้วแพทย์ปฏิเสธการรักษาเพราะเหตุด้านความแตกต่างทางการเมือง
> >>
> แพทย์ทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>
> (แม้อาจไม่ผิดกฎหมาย)
> >>>>>>> ครับ
> >>
> คนที่มีความรู้เป็นแพทย์นั้น
> >>
> ย่อมต้องมีความฉลาดรู้
> >>
> คือรู้จักแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างความเห็นส่วนบุคคล
> >>>>>>> กับ
> >>>>>>>
> >>
> หน้าที่แห่งวิชาชีพ
> >>
> แบ่งแยกอารมณ์ความรู้สึกของตน
> >>
> (ซึ่งเป็นธรรมดาที่รู้สึกต่อต้านได้
> >>
> เพราะแพทย์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดา)
> >>
> กับบทบาทของตัวเองครับ
> >> และต้องเป็นคนดี
> >>
> คือเคารพในสิ่งที่ยอมรับกันว่าเป็นจริยธรรมแห่งวิชาชีพครับ
> >>
> ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมาเป็นแพทย์
> >>
> ไปขายก๋วยเตี๋ยวจะดีกว่า
> >>
> หากแพทย์จะอ้างอารยขัดขืน
> >>
> มาเป็นเหตุผลในการเลือกปฏิบัติ
> >>
> หรือเหตุผลในการทำร้ายคนไข้
> >>>>>>>>> burden of proof
> >>
> ในทางกฎหมายค่อนข้างหนักครับ
> >>
> เพราะแพทย์ต้องพิสูจน์ว่า
> >>>>>>>>> 1.
> >>
> สิทธิของแพทย์ในการแสดงความเห็นและจุดยืนทางการเมือง
> >>
> อยู่เหนือหน้าที่ของแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
> >>>>>>>>> 2.
> >> การกระทำของแพทย์
> >>
> ถือเป็นอารยขัดขืน
> >>
> ไม่ใช่ตามความหมายของฝ่ายพันธมิตร
> >>
> แต่ตามความหมายดั้งเดิมของมหาตมะ
> >>>>>>> คานธี (ดู
> >>>>>>>
> >>
> http://nawanan.blogspot.com/2008/09/thai-politics-misconceptions-of.html
> >>
> สำหรับความหมายของ civil
> >>>>>>> disobedience
> >>>>>
> ซึ่งผมแปลมาจาก
> >>>>>>> wikipedia ครับ)
> >>>>>>>>> 3.
> >> อารยขัดขืน
> >>>>>>> อยู่เหนือ
> >>>>>>>
> >>
> หน้าที่และจริยธรรมแห่งวิชาชีพในการพิทักษ์และดูแลชีวิตคนไข้
> >>
> ผมเองไม่ได้ชอบอะไรฝ่ายรัฐบาลและตำรวจ
> >>
> และผมคิดว่ารัฐบาลและตำรวจก็ทำตัวไม่เหมาะสมในเรื่องนี้
> >>
> และหากเป็นจริงว่าตำรวจใช้ระเบิดจริงที่ทำให้พันธมิตรบาดเจ็บ
> >>
> ตำรวจก็สมควรถูกประณามครับ
> >>
> แต่การที่ฝ่ายหนึ่งผิด
> >>
> ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งถูกโดยอัตโนมัติครับ
> >>
> และจนกว่าพวกเราจะ
> >>>>>>>>>
> "ฉลาด"
> >>>>> กว่านี้
> >>>>>
> >>
> และรู้จักแบ่งแยกอารมณ์กับเหตุผล
> >>
> แบ่งแยกเรื่องความแตกต่างกับความถูกต้อง
> >>
> แบ่งแยกสิทธิกับหน้าที่
> >>
> แบ่งแยกความชอบธรรมกับความชอบใจ
> >>
> ประเทศเราก็จะถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆครับ
> >>>>>>>>> นวนรรน,
> M.D.
> >> _______________________________________________
> >>>>>>> Thai-l mailing list
> >>>>>>> Thai-l at thai-l.net
> >>>>>>>
> >> http://thai-l.net/mailman/listinfo/thai-l
> >



More information about the Thai-l mailing list