[TMG] Re: The patient ??
Thanit Hasadsri
aathanit at yahoo.com
Sun Oct 12 13:24:23 ICT 2008
ขอบคุณครับ
ก็เป็นดังที่ผมสงสัยว่่า คำว่า ผู้ป่วย ไม่น่าจะหมายถึง
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล
แค่นั้น
เรื่องผู้ป่วยฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉินนั้นนั้น ผมคิดว่า
หมอเกือบทุกคนก็คงอยากช่วยกันทั้งนั้น
ที่น่าแปลก คือ ใน คลฟน และ ที่โรงพยาบาลผม
ไม่บังคับว่า หมอ ต้องมีประกาศนีบัตร การช่วยชีวิตเบื้องต้น
(BLS/CPR Basic Life Support, Cardio Pulmonary Resuscitation)
ที่ต้องใช้เวลาเรียนเวลาฝีก 4.5 ชม ทุก ๒ ปี
แต่ผมชอบ ก็มีหมด รวมทั้ง ACLS (Advanced Cardiac Life Support)
ที่ต้องใช้เวลาเรียนเวลาฝีก 8-10 ชม ทุก ๒ ปี
โชคดี ที่ยังไม่ต้องใช้ในร้าน
มีครั้งหนึ่ง ฉีดยา Kenalog แก้แพ้
คนไข้เกิดผื่น ระหว่างขับรถกลับบ้าน ก็ย้อนกลับมาที่ร้าน
แล้วตกเก้าอี้ หมดสติ ทำท่าจะหยุดหายใจ
ผมรีบให้ Oxygen ฉีด Epinephrine, Benadryl
เขาก็ฟื้นขึ้นมา ผมก็เรียกรถพยาบาล ส่งห้องฉุกเฉินสัก ชม
เขาก็กลับบ้านได้
--- On Sat, 10/11/08, Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> From: Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com>
> Subject: Re: Who is the patient ??
> To: aathanit at yahoo.com
> Cc: "Thai Mailing Group" <thai-l at thai-l.net>
> Date: Saturday, October 11, 2008, 6:33 PM
> แก้ไขอีกนิดครับ
> พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน
> พ.ศ. 2551 ไม่ใช่ 2550
>
> ลืมแนบ URL อีกและ.. :-P
> นี่ครับ
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/044/1.PDF
>
> นวนรรน
>
> Nawanan Theera-Ampornpunt wrote:
> > โทษทีครับ
> ลืมอ้างอิง URL ของ
> พรบ.สถานพยาบาล
> >
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2541/A/015/32.PDF
> > จะเห็นบทนิยาม
> "ผู้่ป่วย" ไว้ครับ
> >
> > ถูกต้องครับว่า
> ผู้ป่วย ในที่นี้
> ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนเจ็บป่วย
> ดังนั้น
> >
> คนปกติธรรมดาที่มาขอตรวจร่างกาย
> หรือคนท้องที่มาตรวจครรภ์
> >
> ก็ถือว่าเป็นผู้ป่วยในความหมายนี้ครับ
> และก็ถือว่ามีสิทธิที่ประกาศรับรอง
> 10 ข้อนั้นครับ
> >
> >
> แต่ถ้าคุณหมออ่านสิทธิของผู้ป่วย
> 10 ข้อนั้นให้ละเอียด
> >
> จะเห็นว่าห้ามหมอเลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างด้านฐานะ
> เชื้อชาติ สัญชาติ
> ศาสนา สังคม
> > ลัทธิการเมือง เพศ
> อายุ
> และลักษณะของความเจ็บป่วย
> >
> และห้ามปฏิเสธคนไข้ฉุกเฉินมีภยันตรายแก่ชีวิตครับ
> ดังนั้น
> ถ้าคนไข้เจ็บป่วยทั่วไปไม่ฉุกเฉิน
> >
> และปฏิเสธเพราะความพร้อมของตนหรือคลินิกของตน
> หรือเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว
> >
> ไม่มีสิทธิของผู้ป่วยประกาศรับรองไว้
> จึงต้องตีความว่าหมอมีสิทธิปฏิเสธในกรณีนี้ครับ
> >
> >
> มีกฎหมายอีกตัวที่ผมลืมพูดถึงครับ
> คือ
> พรบ.การแพทย์ฉุกเฉิน
> พ.ศ. 2550
> ซึ่งพึ่งออกมาไม่นาน
> >
> > "มาตรา ๒๘
> เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน
> ให้หน่วยปฏิบัติการ
> > สถานพยาบาล
> และผู้ปฏิบัติการ
> ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน
> ตามหลักการดังต่อไปนี้
> > (๑)
> ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉินและจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉิน
> >
> ตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์ฉุกเฉิน
> > (๒)
> ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินจนเต็มขีดความสามารถของหน่วย
> >
> ปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ
> เว้นแต่มีแพทย์ให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
> >
> จะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น
> > (๓)
> การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้
> > ทางการแพทย์ฉุกเฉิน
> โดยมิให้นำสิทธิการประกัน
> การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล
> หรือความสามารถ
> >
> ในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใด
> ๆ
> มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับ
> >
> การปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที
> >
> >
> หน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลผู้ปฏิบัติการให้ดำเนินการปฏิบัติการ
> >
> ฉุกเฉินเป็นไปตามหลักการตามวรรคหนึ่ง"
> >
> >
> และได้นิยามคำว่าผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ว่า
> "“ผู้ป่วยฉุกเฉิน”
> หมายความว่า
> >
> บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน
> >
> ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ
> จำเป็นต้องได้รับการประเมิน
> > การจัดการ
> >
> และการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บ
> >
> หรืออาการป่วยนั้น"
> >
> >
> > ดังนั้น
> นอกเหนือจากที่เราคุยกันแล้ว
> หากคนไข้ถือเป็น
> ผู้ป่วยฉุกเฉิน คือ 1)
> ป่วยกะทันหัน 2)
> >
> รุนแรงถึงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ
> และ 3)
> >
> จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความรุนแรง
> >
> >
> แพทย์ก็จะปฏิเสธการรักษาไม่ได้
> (ไม่ว่าด้วยเหตุใด
> ตามมาตรา 28(3))
> ยกเว้นว่าจะ refer
> >
> ผู้ป่วยโดยแพทย์เห็นว่าการ
> refer
> >
> จะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วย
> (ตามมาตรา
> > 28(2)) ครับ
> >
> >
> > นวนรรน
> >
> > Thanit Hasadsri wrote:
> >>
> ถ้าเป็นจริงอย่างที่คุณหมอนรรณว่า....
> >>>
> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม
> >>>
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> >>>
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> >>
> ก็ค่อยยังชัีวหน่อย
> >> แต่ตามตัวหนังสือ
> ที่คุณหมอบอกว่า..
> >>
> แต่มีการนิยามไว้ใน
> พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541
> ว่า ""ผู้ป่วย"
> หมายความว่า
> >>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล.......
> >> ก็น่าจะหมายถึง
> เพียงแต่ใครมาขอให้รักษา
> >> เขาก็มีสิทธิ
> เป็นผู้ป่วย แล้ว
> >> แต่ตาม URL
> ที่คุณหมอบอกมา
> >>
> ผมหาคำจำกัดความนี้ไม่พบ
> >> พบแต่
> คำจำกัดความของคำว่า
> >> สถานพยาบาล
> ที่รวมทั้งคลินิกส่วนตัวด้วย
> >> ช่วยหา URL
> คำจำกัดความ
> "ผู้ป่วย"
> >> ให้ใหม่ด้วยครับ
> >>
> >> สำหรับ ใน อมก
> >> ถ้าพอเขาเป็น
> คนไข้ ของใคร ที่ไหน
> แล้ว
> >> จะปฎิเสธ ว่า
> >>> คิวเต็ม
> >>>
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> >>>
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> >>>
> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
> >>> (เช่น
> >>>
> รู้จักกับคนไข้บางคน
> >>>
> และไม่อยากรักษาเอง
> >>>
> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)
> >> ไม่ได้
> >> ต้องหาหมอ หรือ
> สถานที่แห่งใหม่
> ให้เขา
> >>
> >> แต่ตราบใด
> ที่ยังไม่ได้เป็น
> คนไข้ ของใคร ที่ไหน
> >>
> ผู้ให้หรือสถานที่บริการ
> >> มีสิทธิ
> ที่จะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้
> >>
> รัฐบาลกลางจึงต้องไปออกกฏบังคับ
> ห้องฉุกเฉิน
> >> ที่เรียกกันว่า EMTALA
> >>
> ถ้าใครไปที่ห้องฉุกเฉิน
> ต้องมีหมอตรวจ
> >> มิฉะนั้น รพ.
> จะไม่ได้เงินสนับสนุน
> >> คนไข้ก็เลยไปรอ
> ที่ห้องฉุกเฉิน มาก
> >> พยาบาลดูก่อน
> ใครไม่เป็นอะไรมาก
> >> ก็รอไป
> รอไม่ได้ก็กลับ
> >> ถ้าหนัก
> ก็รับเข้ารักษา ใน รพ
> >> แต่ก่อน รพ ผม
> พวกผมซึ่งทำงานส่วนตัวต้องอยู่เวร
> >> ดูแลคนไข้
> ที่รับเข้า รพ
> แล้วไม่มีหมอประจำตัว
> >> ทาง รพ
> จ่ายค่าอยู่เวร
> แล้วเราก็คิดเงินกับคนไข้ได้อีกด้วย
> >> เมื่อราว ๑๐ ปี
> มาแล้ว ชายกลางคน
> สุขภาพดี แต่เป็น
> ปอดบวม
> >> หมอห้องฉุกเฉิน
> รับเข้ารักษา ใน รพ
> >> ผมอยู่เวร
> ก็เป็นคนไข้ของผม
> >> อยู่ได้ วันหนึ่ง
> ทรุดหนัก ผมย้ายเข้า ICU
> >>
> มีหมอห้องฉุกเฉินช่วย
> โทรตาม ผู้เชี่ยวชาญ ICU
> ยังไปไม่ถึง
> >>
> คนไข้หัวใจเต้นผิดปกติ
> แล้วหยุด แก้ไม่ได้
> >> ผมคิดว่า
> คงถูกฟ้องแน่
> แต่ก็รอดตัว ครับ
> >>
> >>
> >>
> >>
> >> --- On Sat, 10/11/08, Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> >>
> >>> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com>
> >>> Subject: Re: Thai Patient & US Patient
> >>> To: aathanit at yahoo.com
> >>> Cc: "Thai Mailing Group"
> <thai-l at thai-l.net>
> >>> Date: Saturday, October 11, 2008, 10:50 AM
> >>>
> แต่สิทธิของคนไข้ไทยที่จะไม่ถูกปฏิเสธการรักษานั้น
> >>> มีเพียง 2
> กรณีครับ
> >>>
> >>> 1.
> >>>
> คนไข้มีอันตรายแก่ชีวิต
> >>>
> มีสิทธิได้รับการรักษาจากแพทย์โดยไม่ได้รับการปฏิเสธ
> >>> 2.
> >>>
> คนไข้มีสิทธิได้รับการรักษาโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ
> >>> เชื้อชาติ
> >>> สัญชาติ ศาสนา
> สังคม
> >>> ลัทธิการเมือง
> เพศ
> >>> อายุ
> >>>
> และลักษณะของความเจ็บป่วย
> >>>
> >>> ถ้าสังเกตดูดีๆ
> >>>
> จะเห็นว่ามีอีกหนึ่งกรณีที่แพทย์สามารถปฏิเสธการรักษาได้
> >>> คือ
> กรณีคนไข้ทั่วไป
> >>>
> ไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉิน
> >>>
> และแพทย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อ
> >>> 2 เช่น
> >>>
> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม
> >>>
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> >>>
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> >>>
> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
> >>> (เช่น
> >>>
> รู้จักกับคนไข้บางคน
> >>>
> และไม่อยากรักษาเอง
> >>>
> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)
> >>>
> อันนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ผิดครับ
> >>>
> หากไม่ได้เกิดจากลัทธิการเมืองหรือปัจจัยอื่นๆ
> >>> ข้างบน
> >>>
> (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
> >>>
> >>>
> เรื่องที่ไม่ยอมช่วยคนเจ็บแล้วผิดกฎหมายนั้น
> >>>
> คงเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมของอเมริกากับเมืองไทยครับ
> >>> เพราะอเมริกาจะ
> >>> individualistic
> มากกว่าทีเดียว
> >>>
> ในขณะที่ของเมืองไทย
> >>>
> เน้นว่าต้องช่วยเหลือกัน
> >>>
> >>>
> แต่อันนี้ก็เป็นเพียงกฎหมายที่เขียนขึ้นเป็นตัวหนังสือครับ
> >>> ในความเป็นจริง
> >>> สังคมปัจจุบัน
> >>> จะหาคนช่วยลำบาก
> >>>
> และก็มีหมอไม่น้อยที่พอเจอเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว
> >>>
> ไม่ได้เข้าไปช่วย
> >>>
> เพราะไม่อยากแส่หาเรื่องใส่ตัวครับ
> >>>
> >>> นวนรรน
> >>>
> >>> Thanit Hasadsri wrote:
> >>>> ขอบคุณ ครับ
> >>>> อ่านดูแล้ว
> >>> ผู้ป่วยไทย
> >>> มีสิทธิมาก
> >>>> เพราะ ใน อมก
> จะเป็น
> >>> ผู้ป่วย
> ก็ต่อเมื่อ
> >>>> หมอ ยอมรับเขาี
> >>> ่จะรักษาเขา
> >>> เป็นคนไข้ของหมอ
> >>>> ไม่ใช่
> เพียงแค่ >
> >>>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล"
> >>>> แต่หมอ ใน อมก
> >>> มีความรับผิดชอบ
> >>> มากกว่าไทย
> >>>> ตรงที่ว่า
> >>>
> ถ้าคนไข้ไปรักษาที่คลินิก
> >>>>
> หมอต้องรับผิดชอบ
> >>> ทุกวัน ตลอด ๒๔ ชม
> >>>> ถ้าไม่อยู่
> >>>
> ก็ต้องมอบหมายให้หมอคนอื่น
> >>>> รับผิดชอบแทน
> >>>> ส่วน มาตรา 374, 307
> นั้น
> >>>
> หมอไทยโดนหนักกว่า
> >>>> เพราะ อมก
> >>>
> ไม่มีกฏหมายแบบนี้
> >>>> ดังนั้นไม่ว่า
> >>> คนธรรมดาหรือหมอ
> >>> ในอเมริกา
> >>>> ไม่ต้องทำ
> >>> ไม่ต้องช่วย
> ก็ได้
> >>>> ไม่ผิดกฏหมาย
> >>> ไม่ผิดจริยธรรม
> >>>>
> ในทางตรงกันข้าม
> >>>> รัฐต่างๆ
> >>> มีกฏหมายว่า
> >>>
> ถ้าใครไปช่วยแล้ว
> >>>
> จะมาฟ้องร้องเอาผิดคนช่วยไม่ได้
> >>> ครับ
> >>>>
> >>>>
> >>>>
> >>>> --- On Sat, 10/11/08, Nawanan
> Theera-Ampornpunt
> >>> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> >>>>> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
> >>> <nawanan.rama at gmail.com>
> >>>>> Subject: [TMG] Re: Thai Patient's
> Rights
> >>>>> To: "Thanit HAS"
> >>> <tpaa1 at hotmail.com>
> >>>>> Cc: "Thai Mailing Group"
> >>> <thai-l at thai-l.net>
> >>>>> Date: Saturday, October 11, 2008,
> 12:20 AM
> >>>>>
> >>>
> เรื่องคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>>
> (ดูรายละเอียดได้ที่
> >>>>> http://www.tmc.or.th/privilege.php)
> นั้น
> >>>>>
> >>>
> คุณหมอเข้าใจถูกต้องครับโดยตัวของมันเองว่าไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย
> >>>
> แต่เป็นประกาศที่จัดทำขึ้นร่วมกันโดยสภาวิชาชีพ
> >>>>> 4 สภา (แพทยสภา
> >>>>> สภาการพยาบาล
> >>>>> สภาเภสัชกรรม
> >>>>> ทันตแพทยสภา)
> >>>>>
> >>>
> และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
> >>>
> (ซึ่งควบคุมผู้ประกอบโรคศิลปะอื่นๆ
> >>>>>
> ที่ไม่ใช่แพทย์
> >>>>> พยาบาล
> เภสัชกร
> >>>>> และทันตแพทย์)
> >>>>>
> >>>
> ซึ่งเพียงแค่รับรองสิทธิที่ผู้ป่วยพึงมีและได้รับจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพครับ
> >>>
> แต่โดยตัวมันเองไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมาย
> >>>
> (แต่อ่านข้างล่างให้จบก่อนนะครับ)
> >>>>> อย่างไรก็ดี
> >>>>>
> >>>
> เรื่องสิทธิผู้ป่วยนี้
> >>>
> ได้มีการอ้างถึงในกฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามความในกฎหมาย
> >>>>> เช่น
> >>>>> -
> >>>>>
> >>>
> ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
> >>>>> ฉบับที่ 3 (พ.ศ.
> 2542)
> >>> เรื่อง
> >>>
> ชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาล
> >>>>>
> การบริการอื่นๆ
> >>>>>
> >>>
> ของสถานพยาบาลและสิทธิของผู้ป่วยซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงตามมาตรา
> >>>>> 32 (3)
> >>>>> [ออกตามความใน
> พรบ.
> >>>>> สถานพยาบาล
> >>>>>
> >>>
> เพื่อกำหนดให้สถานพยาบาลแสดงเรื่องสิทธิของผู้ป่วยไว้ให้ผู้ป่วยเห็น
> >>>
> โดยมีรายละเอียดสิทธิของผู้ป่วยตรงกับคำประกาศของสภาวิชาชีพข้างต้น
> >>>>>
> และถือเป็นการ educate
> >>>>>
> >>>
> ผู้ป่วยไปในตัวครับ]
> >>>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2542/E/106/17.PDF
> >>>>> -
> >>>>>
> >>>
> กฎกระทรวงว่าด้วยการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อสถานพยาบาล
> >>>
> ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล
> >>>
> อัตราค่ารักษาพยาบาล
> >>>
> ค่าบริการและสิทธิของผู้ป่วย
> >>>>> พ.ศ. 2545
> >>>>> [ออกตามความใน
> >>>>>
> พรบ.สถานพยาบาล
> >>>>>
> >>>
> ซึ่งไม่ได้กล่าวรายละเอียดสิทธิของผู้ป่วยซ้ำ
> >>>
> แต่เป็นการบัญญัติรายละเอียดว่าจะต้องแสดงในสถานพยาบาลอย่างไรครับ]
> >>>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00099804.PDF
> >>>
> ผมไม่ได้ใช้เวลาตรวจสอบดูว่ากฎกระทรวงและประกาศดังกล่าวยังบังคับใช้อยู่หรือไม่
> >>>
> หรือถูกยกเลิกหรือแก้ไขแล้วหรือไม่ครับ
> >>>
> แต่เชื่อว่าหากมีการยกเลิกหรือแก้ไข
> >>>
> ฉบับใหม่ก็คงจะคงหลักการเดิมไว้ครับ
> >>>>>
> แต่อย่างไรก็ตาม
> >>>>>
> >>>
> กฎกระทรวงและประกาศข้างต้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะบังคับใช้และปกป้องสิทธิของผู้ป่วยโดยตรงครับ
> >>>
> แต่หากดูในประกาศของสภาวิชาชีพในเรื่องจริยธรรม
> >>>
> ก็จะพบข้อความที่คล้ายคลึงกันกับคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยบางข้อที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง
> >>>
> โดยประกาศไว้เป็นข้อกำหนดว่า
> >>>
> ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องปฏิบัติตามครับ
> >>>>> ดังนั้น
> ในกรณีนี้
> >>>>>
> >>>
> จึงถือเป็นประกาศของสภาวิชาชีพที่อาศัยอำนาจตามความในกฎหมายเพื่อควบคุมดูแลจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ
> >>>
> และมีผลบังคับใช้ในด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>>
> ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพโดยตรงที่กฎหมายให้อำนาจไว้ครับ
> >>>>>
> ตัวอย่างดูที่
> >>>>>
> ข้อบังคับแพทยสภา
> >>>>>
> >>>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>> พ.ศ. 2549
> >>>>>
> >>>
> (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2549/E/115/20.PDF)
> >>>
> ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับแพทยสภา
> >>>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>> (ฉบับที่ 2)
> >>>>> พ.ศ. 2550
> >>>>>
> >>>
> (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/E/027/33.PDF)
> >>>>> ครับ
> (สังเกตข้อ 7, 27,
> >>> 28)
> >>>
> ผมไม่ได้ค้นของสภาวิชาชีพอื่นๆ
> >>>
> แต่เชื่อว่าน่าจะคล้ายคลึงกันครับ
> >>>
> เรื่องคำจำกัดความของคำว่าผู้ป่วย
> >>>
> ไม่มีการบัญญัติไว้ในคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>>
> พรบ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>>
> ข้อบังคับแพทยสภา
> >>>>>
> >>>
> หรือกฎกระทรวงหรือประกาศที่ผมยกมาครับ
> >>>
> แต่มีการนิยามไว้ใน
> >>>>>
> พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.
> >>> 2541
> >>>>> ว่า
> ""ผู้ป่วย"
> >>>>> หมายความว่า
> >>>>>
> >>>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล"
> >>>
> และโดยที่ประกาศที่ผมยกมาข้างต้น
> >>>
> ซึ่งได้กำหนดให้สถานพยาบาลต้องแสดงสิทธิของผู้ป่วยไว้ให้ผู้ป่วยเห็น
> >>>>> ออกตามความใน
> >>>>>
> พรบ.สถานพยาบาล
> >>>>>
> จึงต้องถือว่า
> >>>>>
> คำนิยามของคำว่า
> >>>>> ผู้ป่วย
> >>>>>
> >>>
> ในบริบทของสิทธิของผู้ป่วย
> >>>
> จะต้องอาศัยนิยามตาม
> >>>>> พรบ.
> สถานพยาบาล
> >>>>> มาใช้ครับ
> >>>>>
> >>>>>
> >>>
> เรื่องประมวลกฎหมายอาญานั้น
> >>>
> ถูกต้องครับที่ว่าคนธรรมดาก็มีหน้าที่นี้เช่นกัน
> >>>>> แต่แพทย์จะมี
> >>>>> standard
> >>>>>
> >>>
> ที่กฎหมายคาดหวังไว้เหนือกว่าครับ
> >>>
> เพราะตามตัวบทของมาตรา
> >>>>> 374 เขียนว่า
> >>>>>
> >>>
> "ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น
> >>>
> แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น"
> >>>>> เช่น
> >>>>>
> >>>
> ถ้าเราเห็นคนตกน้ำ
> >>>
> แล้วไม่ได้กระโดดลงไปช่วยเพราะกลัวจมตามไปด้วย
> >>>
> อันนี้กฎหมายเอาเราผิดไม่ได้ครับ
> >>>>>
> ในทำนองเดียวกัน
> >>>>>
> >>>
> เกิดมีคนหัวใจหยุดเต้นกลางสาธารณะ
> >>>
> แล้วคนทั่วไปไปเจอเข้า
> >>>
> ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
> >>>>>
> เลยไม่ได้ช่วย
> >>>>>
> หากพิสูจน์ได้ว่า
> >>> ตน
> >>>
> "ไม่อาจช่วยได้"
> >>>
> เพราะไม่มีความรู้ความสามารถพอ
> >>>>> ก็หลุดครับ
> >>>>>
> >>>
> (แต่ก็ต้องดูว่าได้ช่วยตามวิสัยหรือไม่
> >>>>> เช่น
> >>>>> เรียกคนอื่น
> >>>>>
> >>>
> หรือโทรแจ้งเจ้าหน้าที่)
> >>>>>
> แต่กรณีของแพทย์
> >>>>>
> >>>
> หากเห็นคนหัวใจหยุดเต้น
> >>>
> แล้วไม่ได้เข้าไปช่วย
> >>>
> หากเขามาเจอทีหลังว่าเราเป็นหมอ
> >>>>>
> แล้วไม่ยอมไปช่วย
> >>>>>
> >>>
> ทั้งที่เราช่วยได้
> >>>>> (เช่น เป็นหมอ
> >>> ก็ต้อง CPR
> >>>>> เบื้องต้นได้
> >>>>>
> >>>
> ก็ถือว่าผิดกฎหมายครับ)
> >>>>> อย่างไรก็ตาม
> >>>>>
> >>>
> ทุกวันนี้หมอส่วนใหญ่คงไม่กล้าที่จะ
> >>>>> mouth-to-mouth
> คือเป่าปาก
> >>>>>
> >>>
> เพราะเสี่ยงติดโรค
> >>>
> ซึ่งหากพิสูจน์ได้ในเชิงความเสี่ยงต่อโรค
> >>>>> ก็จะเข้า clause
> ที่ว่า
> >>>>>
> >>>
> "กลัวอันตรายแก่ตนเอง"
> >>>
> ก็น่าจะไม่ผิดครับ
> >>>
> แต่คงจะเถียงเรื่องปฏิเสธ
> >>>>> chest compression
> >>>>>
> >>>
> คือปั๊มหัวใจไม่ได้
> >>>>> โทษของมาตรา 374
> คือ
> >>>>>
> >>>
> จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
> >>>
> หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
> >>>
> หรือทั้งจำทั้งปรับ
> >>>>> ครับ
> >>>>>
> >>>
> (http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=4&group=&lawCode=%BB06&linkID=headLaw)
> >>>>>
> ในส่วนของมาตรา 307
> >>>>>
> >>>
> แม้จะไม่ได้หมายถึงแพทย์เท่านั้น
> >>>
> แต่แพทย์ก็มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วยและอยู่ในสภาวะฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิตครับ
> >>>
> (พรบ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>> พ.ศ. 2525 มาตรา 31
> >>>>>
> >>>
> ประกอบกับข้อบังคับแพทยสภา
> >>>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >>>>> พ.ศ. 2549 ข้อ 28)
> ดังนั้น
> >>>>> หากไม่ช่วย
> >>>>>
> >>>
> ก็ถือว่าผิดทั้งจริยธรรม
> >>>
> และประมวลกฎหมายอาญาครับ
> >>>
> โทษของมาตรานี้คือ
> >>>
> จำคุกไม่เกินสามปี
> >>>
> หรือปรับไม่เกินหกพันบาท
> >>>
> หรือทั้งจำทั้งปรับครับ
> >>>
> (http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=4&group=&lawCode=%BB06&linkID=headLaw)
> >>>>> นวนรรน :-)
> >>>>>
> >>>>>
> >>>>> Thanit HAS wrote:
> >>>>>>
> ที่คุณหมอนรรน
> >>>>> ยกตัวอย่าง
> >>>>>
> >>>
> ประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>>>> นั้น
> >>>>>>
> เป็นแค่คำประกาศ
> >>>>> ไม่ใช่กฎหมาย
> >>> ใช่ไหม
> >>>>> ครับ
> >>>>>
> >>>
> แล้วมีการให้คำจำกัดความหรือเปล่าว่า
> >>>>>> คำว่า
> ผู้ป่วย
> >>>>> คืออะไร
> >>>>>> ถ้าแพทย์
> ไม่ทำ
> >>>
> มีข้อลงโทษอย่างไร
> >>>
> ประมวลกฎหมายอาญา
> >>>>> ที่ยกมานั้น
> >>>>>> มาตรา 374, 307
> >>> "ผู้ใด......
> >>>>>> ใช้คำว่า
> ผู้ใด
> >>>>> จึงไม่ได้
> >>>>>
> >>>
> หมายถึงเฉพาะแพทย์
> >>>>> แต่หมายถึง
> >>>>>
> คนธรรมดาทั่วไป
> >>> ด้วย
> >>>>> ใช่ไหม
> >>>>>> แล้ว มีโทษ
> >>> อะไรครับ
> >>>>>>
> >>>
> ------------------------------------------------------------------------
> >>>>>>> Date: Thu, 9 Oct 2008 17:54:25
> -0500
> >>>>>>> From: nawanan.rama at gmail.com
> >>>>>>> To: thai-l at thai-l.net
> >>>>>>> Subject: Re: [TMG] more
> evidence on NBT
> >>> this
> >>>>> morning
> >>>>>>> ขอตอบใน argument
> >>>>> สุดท้าย
> >>>>>
> >>>
> ในเรื่องที่แพทย์มีสิทธิไม่รักษาตำรวจหน่อยครับ
> >>>
> จากข่าวที่อ่านมา
> >>>
> ส่วนตัวผมคิดว่ารัฐบาลทำรุนแรงกว่าเหตุ
> >>>
> และก็เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมพอที่พันธมิตรหรือประชาชนจะประท้วงพฤติกรรมของตำรวจและรัฐบาล
> >>>
> (ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม)
> >>>>> ครับ
> >>>>>
> >>>
> ประเด็นนี้ผมไม่เถียง
> >>>
> แต่กรณีที่หมอเลือกไม่รักษานั้น
> >>>>> คนละกรณีครับ
> >>>
> แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ
> >>>
> จึงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และจริยธรรมของวิชาชีพครับ
> >>>>>>> แพทย์ทุกคน
> >>>
> (อย่างน้อยก็ในเมืองไทยตอนที่ผมจบแพทย์)
> >>>
> จะต้องให้สัตย์ที่เรียกว่า
> >>>>> Hippocratic
> >>>>>>> Oath ซึ่งเป็น
> oath
> >>>>> ที่เขียนโดย
> Hippocrates
> >>>>>
> >>>
> ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์
> >>>
> และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าแพทย์ทุกคนจะต้องยึดถือครับ
> >>>>>
> ตอนหนึ่งที่ใน
> >>> Hippocratic oath
> >>> ที่หมอต้องเคารพ
> >>>>> คือ
> >>>>>>> "I will prescribe
> regimens for the
> >>> good of my
> >>>>> patients according to my
> >>>>>>> ability and my judgment and
> never do harm
> >>> to
> >>>>> anyone.
> >>>>>>> To please no one will I
> prescribe a deadly
> >>> drug
> >>>>> nor give advice which
> >>>>>>> may cause his death.
> >>>>>>>
> >>>>>>> But I will preserve the purity
> of my life
> >>> and my
> >>>>> arts."
> >>>
> และอีกตอนหนึ่งว่า
> >>>>> "keeping myself far from all
> intentional
> >>>>> ill-doing"
> >>>>>>> (ที่ผม quote มา
> เป็น
> >>>>> original Hippocratic oath
> >>>>>
> >>>
> ซึ่งภายหลังได้มีการแก้ไขเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
> >>>
> แต่ก็ยังคงความหมายเดิมไว้ครับ)
> >>>>>>>
> ในประเทศไทย
> >>>
> แพทยสภาและสภาวิชาชีพอื่นๆ
> >>>>> ทางสุขภาพ
> >>>>>
> >>>
> ได้ร่วมกันออกคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>>
> ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทุกคนในเมืองไทยต้องยอมรับ
> >>>
> ซึ่งข้อหนึ่งเขียนว่า
> >>>
> "ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
> >>>
> โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ
> >>>>> เชื้อชาติ
> ศาสนา
> >>>>>
> ลัทธิการเมือง เพศ
> >>>>>>> อายุ
> >>>
> และลักษณะของความเจ็บป่วย"
> >>>>>>>
> และอีกข้อหนึ่ง
> >>>
> "ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
> >>>
> มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี
> >>>
> โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่"
> >>>
> และยังมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา
> >>>>> 2 ข้อ
> >>>>>
> >>>
> ที่อาจเกี่ยวข้องกรณีที่ผู้บาดเจ็บมีอันตรายต่อชีวิตครับ
> >>>
> ประมวลกฎหมายอาญา
> >>>>> มาตรา 374
> >>>>>
> >>>
> "ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้
> >>>
> โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น
> >>>>> แต่ไม่ช่วย
> >>>>>
> ตามความจำเป็น
> >>>>>
> ต้องระวางโทษ..."
> >>>>>>> และมาตรา 307
> >>>
> "ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญา
> >>>
> ต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้
> >>>>> เพราะอายุ
> >>>>>>>
> ความป่วยเจ็บ
> >>>>> กายพิการ
> >>>>> หรือจิตพิการ
> >>>>>
> >>>
> ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสีย
> >>>
> โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต
> >>>>>
> ต้องระวางโทษ..."
> >>>>>>>
> ในภาวะสงคราม
> >>>
> ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปตามหลักมนุษยธรรมว่า
> >>>>> หน่วยแพทย์
> >>>>>
> >>>
> เป็นหน่วยที่มีหน้าที่รักษาผู้บาดเจ็บ
> >>>
> ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด
> >>>>>
> โดยไม่เลือกข้าง
> >>>>>
> >>>
> และสิ่งนี้เองที่เป็นตัวปกป้องการทำหน้าที่ของหน่วยแพทย์จากการเป็นเป้าหมายการรบของทั้งสองฝ่ายครับ
> >>>>>>> ดังนั้น
> >>>
> หากผู้บาดเจ็บมีภยันตรายถึงชีวิต
> >>>
> แล้วแพทย์ปฏิเสธการรักษาทั้งที่ตนอยู่ในวิสัยที่ช่วยได้
> >>>
> หรือเจตนาทำให้ผู้นั้นบาดเจ็บเพิ่มขึ้นหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต
> >>>
> แพทย์ผู้นั้นทำผิดกฎหมายอาญา
> >>>
> จริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>>>> และ Hippocratic oath
> >>>>>
> >>>
> ที่ตนได้ให้สัตย์ไว้ครับ
> >>>
> หากการบาดเจ็บไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
> >>>
> หรือเป็นกรณีเจ็บป่วยทั่วไป
> >>>
> แล้วแพทย์ปฏิเสธการรักษาเพราะเหตุด้านความแตกต่างทางการเมือง
> >>>
> แพทย์ทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>>
> (แม้อาจไม่ผิดกฎหมาย)
> >>>>> ครับ
> >>>
> คนที่มีความรู้เป็นแพทย์นั้น
> >>>
> ย่อมต้องมีความฉลาดรู้
> >>>
> คือรู้จักแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างความเห็นส่วนบุคคล
> >>>>> กับ
> >>>>>
> >>>
> หน้าที่แห่งวิชาชีพ
> >>>
> แบ่งแยกอารมณ์ความรู้สึกของตน
> >>>
> (ซึ่งเป็นธรรมดาที่รู้สึกต่อต้านได้
> >>>
> เพราะแพทย์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดา)
> >>>
> กับบทบาทของตัวเองครับ
> >>>>>
> และต้องเป็นคนดี
> >>>>>
> >>>
> คือเคารพในสิ่งที่ยอมรับกันว่าเป็นจริยธรรมแห่งวิชาชีพครับ
> >>>
> ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมาเป็นแพทย์
> >>>
> ไปขายก๋วยเตี๋ยวจะดีกว่า
> >>>
> หากแพทย์จะอ้างอารยขัดขืน
> >>>
> มาเป็นเหตุผลในการเลือกปฏิบัติ
> >>>
> หรือเหตุผลในการทำร้ายคนไข้
> >>>>>>> burden of proof
> >>>
> ในทางกฎหมายค่อนข้างหนักครับ
> >>>
> เพราะแพทย์ต้องพิสูจน์ว่า
> >>>>>>> 1.
> >>>
> สิทธิของแพทย์ในการแสดงความเห็นและจุดยืนทางการเมือง
> >>>
> อยู่เหนือหน้าที่ของแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
> >>>>>>> 2.
> >>>>>
> การกระทำของแพทย์
> >>>>>
> >>>
> ถือเป็นอารยขัดขืน
> >>>
> ไม่ใช่ตามความหมายของฝ่ายพันธมิตร
> >>>
> แต่ตามความหมายดั้งเดิมของมหาตมะ
> >>>>> คานธี (ดู
> >>>>>
> >>>
> http://nawanan.blogspot.com/2008/09/thai-politics-misconceptions-of.html
> >>>
> สำหรับความหมายของ civil
> >>>>> disobedience
> >>> ซึ่งผมแปลมาจาก
> >>>>> wikipedia ครับ)
> >>>>>>> 3.
> อารยขัดขืน
> >>>>> อยู่เหนือ
> >>>>>
> >>>
> หน้าที่และจริยธรรมแห่งวิชาชีพในการพิทักษ์และดูแลชีวิตคนไข้
> >>>
> ผมเองไม่ได้ชอบอะไรฝ่ายรัฐบาลและตำรวจ
> >>>
> และผมคิดว่ารัฐบาลและตำรวจก็ทำตัวไม่เหมาะสมในเรื่องนี้
> >>>
> และหากเป็นจริงว่าตำรวจใช้ระเบิดจริงที่ทำให้พันธมิตรบาดเจ็บ
> >>>
> ตำรวจก็สมควรถูกประณามครับ
> >>>
> แต่การที่ฝ่ายหนึ่งผิด
> >>>
> ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งถูกโดยอัตโนมัติครับ
> >>>
> และจนกว่าพวกเราจะ
> >>>>>>> "ฉลาด"
> >>> กว่านี้
> >>>
> และรู้จักแบ่งแยกอารมณ์กับเหตุผล
> >>>
> แบ่งแยกเรื่องความแตกต่างกับความถูกต้อง
> >>>
> แบ่งแยกสิทธิกับหน้าที่
> >>>
> แบ่งแยกความชอบธรรมกับความชอบใจ
> >>>
> ประเทศเราก็จะถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆครับ
> >>>>>>> นวนรรน, M.D.
> >>>>>
> _______________________________________________
> >>>>> Thai-l mailing list
> >>>>> Thai-l at thai-l.net
> >>>>>
> http://thai-l.net/mailman/listinfo/thai-l
> >
More information about the Thai-l
mailing list