[TMG] Re: Who is the patient ??

Thanit Hasadsri aathanit at yahoo.com
Sun Oct 12 08:11:21 ICT 2008


ถ้าเป็นจริงอย่างที่คุณหมอนรรณว่า....
> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
ก็ค่อยยังชัีวหน่อย
แต่ตามตัวหนังสือ ที่คุณหมอบอกว่า..
แต่มีการนิยามไว้ใน พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ว่า ""ผู้ป่วย" หมายความว่า
ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล.......
ก็น่าจะหมายถึง เพียงแต่ใครมาขอให้รักษา
เขาก็มีสิทธิ เป็นผู้ป่วย แล้ว
แต่ตาม URL ที่คุณหมอบอกมา
ผมหาคำจำกัดความนี้ไม่พบ
พบแต่ คำจำกัดความของคำว่า
สถานพยาบาล ที่รวมทั้งคลินิกส่วนตัวด้วย
ช่วยหา URL คำจำกัดความ "ผู้ป่วย"
ให้ใหม่ด้วยครับ

สำหรับ ใน อมก 
ถ้าพอเขาเป็น คนไข้ ของใคร ที่ไหน แล้ว
จะปฎิเสธ ว่า 
>คิวเต็ม
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
> (เช่น
> รู้จักกับคนไข้บางคน
> และไม่อยากรักษาเอง
> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)
ไม่ได้
ต้องหาหมอ หรือ สถานที่แห่งใหม่ ให้เขา

แต่ตราบใด ที่ยังไม่ได้เป็น คนไข้ ของใคร ที่ไหน
ผู้ให้หรือสถานที่บริการ
มีสิทธิ ที่จะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้
รัฐบาลกลางจึงต้องไปออกกฏบังคับ ห้องฉุกเฉิน 
ที่เรียกกันว่า EMTALA
ถ้าใครไปที่ห้องฉุกเฉิน ต้องมีหมอตรวจ
มิฉะนั้น รพ. จะไม่ได้เงินสนับสนุน
คนไข้ก็เลยไปรอ ที่ห้องฉุกเฉิน มาก
พยาบาลดูก่อน ใครไม่เป็นอะไรมาก
ก็รอไป รอไม่ได้ก็กลับ
ถ้าหนัก ก็รับเข้ารักษา ใน รพ
แต่ก่อน รพ ผม พวกผมซึ่งทำงานส่วนตัวต้องอยู่เวร
ดูแลคนไข้ ที่รับเข้า รพ แล้วไม่มีหมอประจำตัว
ทาง รพ จ่ายค่าอยู่เวร แล้วเราก็คิดเงินกับคนไข้ได้อีกด้วย
เมื่อราว ๑๐ ปี มาแล้ว ชายกลางคน สุขภาพดี แต่เป็น ปอดบวม
หมอห้องฉุกเฉิน รับเข้ารักษา ใน รพ 
ผมอยู่เวร ก็เป็นคนไข้ของผม
อยู่ได้ วันหนึ่ง ทรุดหนัก ผมย้ายเข้า ICU
มีหมอห้องฉุกเฉินช่วย โทรตาม ผู้เชี่ยวชาญ ICU ยังไปไม่ถึง
คนไข้หัวใจเต้นผิดปกติ แล้วหยุด แก้ไม่ได้
ผมคิดว่า คงถูกฟ้องแน่ แต่ก็รอดตัว ครับ




--- On Sat, 10/11/08, Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com> wrote:

> From: Nawanan Theera-Ampornpunt <nawanan.rama at gmail.com>
> Subject: Re: Thai Patient & US Patient
> To: aathanit at yahoo.com
> Cc: "Thai Mailing Group" <thai-l at thai-l.net>
> Date: Saturday, October 11, 2008, 10:50 AM
> แต่สิทธิของคนไข้ไทยที่จะไม่ถูกปฏิเสธการรักษานั้น
> มีเพียง 2 กรณีครับ
> 
> 1.
> คนไข้มีอันตรายแก่ชีวิต
> มีสิทธิได้รับการรักษาจากแพทย์โดยไม่ได้รับการปฏิเสธ
> 2.
> คนไข้มีสิทธิได้รับการรักษาโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ
> เชื้อชาติ
> สัญชาติ ศาสนา สังคม
> ลัทธิการเมือง เพศ
> อายุ
> และลักษณะของความเจ็บป่วย
> 
> ถ้าสังเกตดูดีๆ
> จะเห็นว่ามีอีกหนึ่งกรณีที่แพทย์สามารถปฏิเสธการรักษาได้
> คือ กรณีคนไข้ทั่วไป
> ไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉิน
> และแพทย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อ
> 2 เช่น
> แพทย์ปฏิเสธเพราะคิวเต็ม
> เพราะไม่ใช่สาขาของตน
> เพราะเครื่องมือของตนไม่พร้อมสำหรับคนไข้
> หรือเพราะเหตุผลส่วนตัว
> (เช่น
> รู้จักกับคนไข้บางคน
> และไม่อยากรักษาเอง
> หรือมีความขัดแย้งส่วนตัว)
> อันนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ผิดครับ
> หากไม่ได้เกิดจากลัทธิการเมืองหรือปัจจัยอื่นๆ
> ข้างบน
> (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
> 
> เรื่องที่ไม่ยอมช่วยคนเจ็บแล้วผิดกฎหมายนั้น
> คงเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมของอเมริกากับเมืองไทยครับ
> เพราะอเมริกาจะ
> individualistic มากกว่าทีเดียว
> ในขณะที่ของเมืองไทย
> เน้นว่าต้องช่วยเหลือกัน
> 
> แต่อันนี้ก็เป็นเพียงกฎหมายที่เขียนขึ้นเป็นตัวหนังสือครับ
> ในความเป็นจริง
> สังคมปัจจุบัน
> จะหาคนช่วยลำบาก
> และก็มีหมอไม่น้อยที่พอเจอเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว
> ไม่ได้เข้าไปช่วย
> เพราะไม่อยากแส่หาเรื่องใส่ตัวครับ
> 
> นวนรรน
> 
> Thanit Hasadsri wrote:
> > ขอบคุณ ครับ 
> > อ่านดูแล้ว
> ผู้ป่วยไทย
> มีสิทธิมาก
> > เพราะ ใน อมก จะเป็น
> ผู้ป่วย ก็ต่อเมื่อ
> > หมอ ยอมรับเขาี
> ่จะรักษาเขา
> เป็นคนไข้ของหมอ
> > ไม่ใช่ เพียงแค่ >
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล"
> > แต่หมอ ใน อมก
> มีความรับผิดชอบ
> มากกว่าไทย
> > ตรงที่ว่า
> ถ้าคนไข้ไปรักษาที่คลินิก
> > หมอต้องรับผิดชอบ
> ทุกวัน ตลอด ๒๔ ชม
> > ถ้าไม่อยู่
> ก็ต้องมอบหมายให้หมอคนอื่น
> > รับผิดชอบแทน
> > ส่วน มาตรา 374, 307 นั้น
> หมอไทยโดนหนักกว่า
> > เพราะ อมก
> ไม่มีกฏหมายแบบนี้
> > ดังนั้นไม่ว่า
> คนธรรมดาหรือหมอ
> ในอเมริกา
> > ไม่ต้องทำ
> ไม่ต้องช่วย ก็ได้
> > ไม่ผิดกฏหมาย
> ไม่ผิดจริยธรรม
> > ในทางตรงกันข้าม 
> > รัฐต่างๆ
> มีกฏหมายว่า
> ถ้าใครไปช่วยแล้ว
> >
> จะมาฟ้องร้องเอาผิดคนช่วยไม่ได้
> ครับ
> > 
> > 
> > 
> > 
> > 
> > --- On Sat, 10/11/08, Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com> wrote:
> > 
> >> From: Nawanan Theera-Ampornpunt
> <nawanan.rama at gmail.com>
> >> Subject: [TMG] Re: Thai Patient's Rights
> >> To: "Thanit HAS"
> <tpaa1 at hotmail.com>
> >> Cc: "Thai Mailing Group"
> <thai-l at thai-l.net>
> >> Date: Saturday, October 11, 2008, 12:20 AM
> >>
> เรื่องคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> (ดูรายละเอียดได้ที่
> >> http://www.tmc.or.th/privilege.php) นั้น
> >>
> คุณหมอเข้าใจถูกต้องครับโดยตัวของมันเองว่าไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย
> >>
> แต่เป็นประกาศที่จัดทำขึ้นร่วมกันโดยสภาวิชาชีพ
> >> 4 สภา (แพทยสภา
> >> สภาการพยาบาล
> >> สภาเภสัชกรรม
> >> ทันตแพทยสภา)
> >>
> และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
> >>
> (ซึ่งควบคุมผู้ประกอบโรคศิลปะอื่นๆ
> >> ที่ไม่ใช่แพทย์
> >> พยาบาล เภสัชกร
> >> และทันตแพทย์)
> >>
> ซึ่งเพียงแค่รับรองสิทธิที่ผู้ป่วยพึงมีและได้รับจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพครับ
> >>
> แต่โดยตัวมันเองไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมาย
> >>
> (แต่อ่านข้างล่างให้จบก่อนนะครับ)
> >>
> >> อย่างไรก็ดี
> >>
> เรื่องสิทธิผู้ป่วยนี้
> >>
> ได้มีการอ้างถึงในกฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามความในกฎหมาย
> >> เช่น
> >> -
> >>
> ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
> >> ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2542)
> เรื่อง
> >>
> ชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาล
> >> การบริการอื่นๆ
> >>
> ของสถานพยาบาลและสิทธิของผู้ป่วยซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงตามมาตรา
> >> 32 (3)
> >> [ออกตามความใน พรบ.
> >> สถานพยาบาล
> >>
> เพื่อกำหนดให้สถานพยาบาลแสดงเรื่องสิทธิของผู้ป่วยไว้ให้ผู้ป่วยเห็น
> >>
> โดยมีรายละเอียดสิทธิของผู้ป่วยตรงกับคำประกาศของสภาวิชาชีพข้างต้น
> >> และถือเป็นการ educate
> >>
> ผู้ป่วยไปในตัวครับ]
> >>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2542/E/106/17.PDF
> >>
> >> -
> >>
> กฎกระทรวงว่าด้วยการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อสถานพยาบาล
> >>
> ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล
> >>
> อัตราค่ารักษาพยาบาล
> >>
> ค่าบริการและสิทธิของผู้ป่วย
> >> พ.ศ. 2545
> >> [ออกตามความใน
> >> พรบ.สถานพยาบาล
> >>
> ซึ่งไม่ได้กล่าวรายละเอียดสิทธิของผู้ป่วยซ้ำ
> >>
> แต่เป็นการบัญญัติรายละเอียดว่าจะต้องแสดงในสถานพยาบาลอย่างไรครับ]
> >>
> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00099804.PDF
> >>
> >>
> ผมไม่ได้ใช้เวลาตรวจสอบดูว่ากฎกระทรวงและประกาศดังกล่าวยังบังคับใช้อยู่หรือไม่
> >>
> หรือถูกยกเลิกหรือแก้ไขแล้วหรือไม่ครับ
> >>
> แต่เชื่อว่าหากมีการยกเลิกหรือแก้ไข
> >>
> ฉบับใหม่ก็คงจะคงหลักการเดิมไว้ครับ
> >>
> >> แต่อย่างไรก็ตาม
> >>
> กฎกระทรวงและประกาศข้างต้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะบังคับใช้และปกป้องสิทธิของผู้ป่วยโดยตรงครับ
> >>
> แต่หากดูในประกาศของสภาวิชาชีพในเรื่องจริยธรรม
> >>
> ก็จะพบข้อความที่คล้ายคลึงกันกับคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยบางข้อที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง
> >>
> โดยประกาศไว้เป็นข้อกำหนดว่า
> >>
> ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องปฏิบัติตามครับ
> >> ดังนั้น ในกรณีนี้
> >>
> จึงถือเป็นประกาศของสภาวิชาชีพที่อาศัยอำนาจตามความในกฎหมายเพื่อควบคุมดูแลจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ
> >>
> และมีผลบังคับใช้ในด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>
> ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพโดยตรงที่กฎหมายให้อำนาจไว้ครับ
> >> ตัวอย่างดูที่
> >> ข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >> พ.ศ. 2549
> >>
> (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2549/E/115/20.PDF)
> >>
> ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >> (ฉบับที่ 2)
> >> พ.ศ. 2550
> >>
> (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/E/027/33.PDF)
> >> ครับ (สังเกตข้อ 7, 27,
> 28)
> >>
> ผมไม่ได้ค้นของสภาวิชาชีพอื่นๆ
> >>
> แต่เชื่อว่าน่าจะคล้ายคลึงกันครับ
> >>
> >>
> เรื่องคำจำกัดความของคำว่าผู้ป่วย
> >>
> ไม่มีการบัญญัติไว้ในคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> พรบ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
> >> ข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> หรือกฎกระทรวงหรือประกาศที่ผมยกมาครับ
> >>
> แต่มีการนิยามไว้ใน
> >> พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.
> 2541
> >> ว่า ""ผู้ป่วย"
> >> หมายความว่า
> >>
> ผู้ขอรับบริการในสถานพยาบาล"
> >>
> และโดยที่ประกาศที่ผมยกมาข้างต้น
> >>
> ซึ่งได้กำหนดให้สถานพยาบาลต้องแสดงสิทธิของผู้ป่วยไว้ให้ผู้ป่วยเห็น
> >> ออกตามความใน
> >> พรบ.สถานพยาบาล
> >> จึงต้องถือว่า
> >> คำนิยามของคำว่า
> >> ผู้ป่วย
> >>
> ในบริบทของสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> จะต้องอาศัยนิยามตาม
> >> พรบ. สถานพยาบาล
> >> มาใช้ครับ
> >>
> >>
> เรื่องประมวลกฎหมายอาญานั้น
> >>
> ถูกต้องครับที่ว่าคนธรรมดาก็มีหน้าที่นี้เช่นกัน
> >> แต่แพทย์จะมี
> >> standard
> >>
> ที่กฎหมายคาดหวังไว้เหนือกว่าครับ
> >>
> เพราะตามตัวบทของมาตรา
> >> 374 เขียนว่า
> >>
> "ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น
> >>
> แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น"
> >> เช่น
> >>
> ถ้าเราเห็นคนตกน้ำ
> >>
> แล้วไม่ได้กระโดดลงไปช่วยเพราะกลัวจมตามไปด้วย
> >>
> อันนี้กฎหมายเอาเราผิดไม่ได้ครับ
> >> ในทำนองเดียวกัน
> >>
> เกิดมีคนหัวใจหยุดเต้นกลางสาธารณะ
> >>
> แล้วคนทั่วไปไปเจอเข้า
> >>
> ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
> >> เลยไม่ได้ช่วย
> >> หากพิสูจน์ได้ว่า
> ตน
> >>
> "ไม่อาจช่วยได้"
> >>
> เพราะไม่มีความรู้ความสามารถพอ
> >> ก็หลุดครับ
> >>
> (แต่ก็ต้องดูว่าได้ช่วยตามวิสัยหรือไม่
> >> เช่น
> >> เรียกคนอื่น
> >>
> หรือโทรแจ้งเจ้าหน้าที่)
> >> แต่กรณีของแพทย์
> >>
> หากเห็นคนหัวใจหยุดเต้น
> >>
> แล้วไม่ได้เข้าไปช่วย
> >>
> หากเขามาเจอทีหลังว่าเราเป็นหมอ
> >> แล้วไม่ยอมไปช่วย
> >>
> ทั้งที่เราช่วยได้
> >> (เช่น เป็นหมอ
> ก็ต้อง CPR
> >> เบื้องต้นได้
> >>
> ก็ถือว่าผิดกฎหมายครับ)
> >> อย่างไรก็ตาม
> >>
> ทุกวันนี้หมอส่วนใหญ่คงไม่กล้าที่จะ
> >> mouth-to-mouth คือเป่าปาก
> >>
> เพราะเสี่ยงติดโรค
> >>
> ซึ่งหากพิสูจน์ได้ในเชิงความเสี่ยงต่อโรค
> >> ก็จะเข้า clause ที่ว่า
> >>
> "กลัวอันตรายแก่ตนเอง"
> >>
> ก็น่าจะไม่ผิดครับ
> >>
> แต่คงจะเถียงเรื่องปฏิเสธ
> >> chest compression
> >>
> คือปั๊มหัวใจไม่ได้
> >>
> >> โทษของมาตรา 374 คือ
> >>
> จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
> >>
> หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
> >>
> หรือทั้งจำทั้งปรับ
> >> ครับ
> >>
> (http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=4&group=&lawCode=%BB06&linkID=headLaw)
> >>
> >> ในส่วนของมาตรา 307
> >>
> แม้จะไม่ได้หมายถึงแพทย์เท่านั้น
> >>
> แต่แพทย์ก็มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วยและอยู่ในสภาวะฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิตครับ
> >>
> (พรบ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
> >> พ.ศ. 2525 มาตรา 31
> >>
> ประกอบกับข้อบังคับแพทยสภา
> >>
> ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
> >> พ.ศ. 2549 ข้อ 28) ดังนั้น
> >> หากไม่ช่วย
> >>
> ก็ถือว่าผิดทั้งจริยธรรม
> >>
> และประมวลกฎหมายอาญาครับ
> >>
> โทษของมาตรานี้คือ
> >>
> จำคุกไม่เกินสามปี
> >>
> หรือปรับไม่เกินหกพันบาท
> >>
> หรือทั้งจำทั้งปรับครับ
> >>
> (http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=4&group=&lawCode=%BB06&linkID=headLaw)
> >>
> >>
> >> นวนรรน :-)
> >>
> >>
> >> Thanit HAS wrote:
> >>> ที่คุณหมอนรรน
> >> ยกตัวอย่าง
> >>
> ประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >> นั้น
> >>> เป็นแค่คำประกาศ
> >> ไม่ใช่กฎหมาย
> ใช่ไหม
> >> ครับ
> >>
> แล้วมีการให้คำจำกัดความหรือเปล่าว่า
> >>> คำว่า ผู้ป่วย
> >> คืออะไร
> >>> ถ้าแพทย์ ไม่ทำ
> >>
> มีข้อลงโทษอย่างไร
> >>>
> ประมวลกฎหมายอาญา
> >> ที่ยกมานั้น
> >>>  มาตรา 374, 307 
> "ผู้ใด......
> >>> ใช้คำว่า ผู้ใด 
> >> จึงไม่ได้
> >>
> หมายถึงเฉพาะแพทย์
> >> แต่หมายถึง
> >> คนธรรมดาทั่วไป
> ด้วย
> >> ใช่ไหม
> >>> แล้ว มีโทษ
> อะไรครับ
> >>>
> >>>
> >>>
> >>
> ------------------------------------------------------------------------
> >>>> Date: Thu, 9 Oct 2008 17:54:25 -0500
> >>>> From: nawanan.rama at gmail.com
> >>>> To: thai-l at thai-l.net
> >>>> Subject: Re: [TMG] more evidence on NBT
> this
> >> morning
> >>>> ขอตอบใน argument
> >> สุดท้าย
> >>
> ในเรื่องที่แพทย์มีสิทธิไม่รักษาตำรวจหน่อยครับ
> >>>>
> จากข่าวที่อ่านมา
> >>
> ส่วนตัวผมคิดว่ารัฐบาลทำรุนแรงกว่าเหตุ
> >>
> และก็เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมพอที่พันธมิตรหรือประชาชนจะประท้วงพฤติกรรมของตำรวจและรัฐบาล
> >>
> (ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม)
> >> ครับ
> >>
> ประเด็นนี้ผมไม่เถียง
> >>>>
> >>
> แต่กรณีที่หมอเลือกไม่รักษานั้น
> >> คนละกรณีครับ
> >>>>
> >>
> แพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ
> >>
> จึงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และจริยธรรมของวิชาชีพครับ
> >>>> แพทย์ทุกคน
> >>
> (อย่างน้อยก็ในเมืองไทยตอนที่ผมจบแพทย์)
> >>
> จะต้องให้สัตย์ที่เรียกว่า
> >> Hippocratic
> >>>> Oath ซึ่งเป็น oath
> >> ที่เขียนโดย Hippocrates
> >>
> ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์
> >>
> และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าแพทย์ทุกคนจะต้องยึดถือครับ
> >> ตอนหนึ่งที่ใน
> Hippocratic oath
> >>>>
> ที่หมอต้องเคารพ
> >> คือ
> >>>> "I will prescribe regimens for the
> good of my
> >> patients according to my
> >>>> ability and my judgment and never do harm
> to
> >> anyone.
> >>>> To please no one will I prescribe a deadly
> drug
> >> nor give advice which
> >>>> may cause his death.
> >>>>
> >>>> But I will preserve the purity of my life
> and my
> >> arts."
> >>>>
> >>
> และอีกตอนหนึ่งว่า
> >> "keeping myself far from all intentional
> >> ill-doing"
> >>>> (ที่ผม quote มา เป็น
> >> original Hippocratic oath
> >>
> ซึ่งภายหลังได้มีการแก้ไขเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
> >>
> แต่ก็ยังคงความหมายเดิมไว้ครับ)
> >>>> ในประเทศไทย
> >>
> แพทยสภาและสภาวิชาชีพอื่นๆ
> >> ทางสุขภาพ
> >>
> ได้ร่วมกันออกคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
> >>
> ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทุกคนในเมืองไทยต้องยอมรับ
> >>
> ซึ่งข้อหนึ่งเขียนว่า
> >>
> "ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
> >>
> โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ
> >> เชื้อชาติ ศาสนา
> >> ลัทธิการเมือง เพศ
> >>>> อายุ
> >>
> และลักษณะของความเจ็บป่วย"
> >>>> และอีกข้อหนึ่ง
> >>
> "ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
> >>
> มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี
> >>
> โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่"
> >>>>
> >>
> และยังมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา
> >> 2 ข้อ
> >>
> ที่อาจเกี่ยวข้องกรณีที่ผู้บาดเจ็บมีอันตรายต่อชีวิตครับ
> >>>>
> ประมวลกฎหมายอาญา
> >> มาตรา 374
> >>
> "ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้
> >>
> โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น
> >> แต่ไม่ช่วย
> >> ตามความจำเป็น
> >> ต้องระวางโทษ..."
> >>>> และมาตรา 307
> >>
> "ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญา
> >>
> ต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้
> >> เพราะอายุ
> >>>> ความป่วยเจ็บ
> >> กายพิการ
> >> หรือจิตพิการ
> >>
> ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสีย
> >>
> โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต
> >> ต้องระวางโทษ..."
> >>>> ในภาวะสงคราม
> >>
> ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปตามหลักมนุษยธรรมว่า
> >> หน่วยแพทย์
> >>
> เป็นหน่วยที่มีหน้าที่รักษาผู้บาดเจ็บ
> >>
> ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด
> >> โดยไม่เลือกข้าง
> >>
> และสิ่งนี้เองที่เป็นตัวปกป้องการทำหน้าที่ของหน่วยแพทย์จากการเป็นเป้าหมายการรบของทั้งสองฝ่ายครับ
> >>>> ดังนั้น
> >>
> หากผู้บาดเจ็บมีภยันตรายถึงชีวิต
> >>
> แล้วแพทย์ปฏิเสธการรักษาทั้งที่ตนอยู่ในวิสัยที่ช่วยได้
> >>
> หรือเจตนาทำให้ผู้นั้นบาดเจ็บเพิ่มขึ้นหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต
> >>
> แพทย์ผู้นั้นทำผิดกฎหมายอาญา
> >>
> จริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >> และ Hippocratic oath
> >>
> ที่ตนได้ให้สัตย์ไว้ครับ
> >>>>
> >>
> หากการบาดเจ็บไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
> >>
> หรือเป็นกรณีเจ็บป่วยทั่วไป
> >>
> แล้วแพทย์ปฏิเสธการรักษาเพราะเหตุด้านความแตกต่างทางการเมือง
> >>
> แพทย์ทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
> >>
> (แม้อาจไม่ผิดกฎหมาย)
> >> ครับ
> >>>>
> >>
> คนที่มีความรู้เป็นแพทย์นั้น
> >>
> ย่อมต้องมีความฉลาดรู้
> >>
> คือรู้จักแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างความเห็นส่วนบุคคล
> >> กับ
> >>
> หน้าที่แห่งวิชาชีพ
> >>
> แบ่งแยกอารมณ์ความรู้สึกของตน
> >>
> (ซึ่งเป็นธรรมดาที่รู้สึกต่อต้านได้
> >>
> เพราะแพทย์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดา)
> >>
> กับบทบาทของตัวเองครับ
> >> และต้องเป็นคนดี
> >>
> คือเคารพในสิ่งที่ยอมรับกันว่าเป็นจริยธรรมแห่งวิชาชีพครับ
> >>
> ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมาเป็นแพทย์
> >>
> ไปขายก๋วยเตี๋ยวจะดีกว่า
> >>>>
> >>
> หากแพทย์จะอ้างอารยขัดขืน
> >>
> มาเป็นเหตุผลในการเลือกปฏิบัติ
> >>
> หรือเหตุผลในการทำร้ายคนไข้
> >>>> burden of proof
> >>
> ในทางกฎหมายค่อนข้างหนักครับ
> >>
> เพราะแพทย์ต้องพิสูจน์ว่า
> >>>> 1.
> >>
> สิทธิของแพทย์ในการแสดงความเห็นและจุดยืนทางการเมือง
> >>
> อยู่เหนือหน้าที่ของแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
> >>>> 2.
> >> การกระทำของแพทย์
> >>
> ถือเป็นอารยขัดขืน
> >>
> ไม่ใช่ตามความหมายของฝ่ายพันธมิตร
> >>
> แต่ตามความหมายดั้งเดิมของมหาตมะ
> >> คานธี (ดู
> >>
> http://nawanan.blogspot.com/2008/09/thai-politics-misconceptions-of.html
> >>
> สำหรับความหมายของ civil
> >> disobedience
> ซึ่งผมแปลมาจาก
> >> wikipedia ครับ)
> >>>> 3. อารยขัดขืน
> >> อยู่เหนือ
> >>
> หน้าที่และจริยธรรมแห่งวิชาชีพในการพิทักษ์และดูแลชีวิตคนไข้
> >>>>
> >>
> ผมเองไม่ได้ชอบอะไรฝ่ายรัฐบาลและตำรวจ
> >>
> และผมคิดว่ารัฐบาลและตำรวจก็ทำตัวไม่เหมาะสมในเรื่องนี้
> >>
> และหากเป็นจริงว่าตำรวจใช้ระเบิดจริงที่ทำให้พันธมิตรบาดเจ็บ
> >>
> ตำรวจก็สมควรถูกประณามครับ
> >>
> แต่การที่ฝ่ายหนึ่งผิด
> >>
> ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งถูกโดยอัตโนมัติครับ
> >>
> และจนกว่าพวกเราจะ
> >>>> "ฉลาด"
> กว่านี้
> >>
> และรู้จักแบ่งแยกอารมณ์กับเหตุผล
> >>
> แบ่งแยกเรื่องความแตกต่างกับความถูกต้อง
> >>
> แบ่งแยกสิทธิกับหน้าที่
> >>
> แบ่งแยกความชอบธรรมกับความชอบใจ
> >>
> ประเทศเราก็จะถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆครับ
> >>>> นวนรรน, M.D.
> >>>
> >>
> >> _______________________________________________
> >> Thai-l mailing list
> >> Thai-l at thai-l.net
> >> http://thai-l.net/mailman/listinfo/thai-l
> >



More information about the Thai-l mailing list